ประวัติศาตร์ชุมชนคลองเตย

                  ที่ตั้งชุมชนคลองเตยในปัจจุบันนี้นั้น คือ เมืองปากน้ำพระประแดงโบราณ ทางฝั่งตะวันออกลำน้ำเจ้าพระยาอยู่ระหว่างคลอง พระโขนงกับคลองช่องนนทรี(ปัจจุบันเป็นที่ทำการของการท่าเรือแห่งประเทศไทย)ในทางภูมิศาสตร์บริเวณ นี้ เป็นบริเวณที่น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไหลขึ้นเหนือ บังคับให้เรือต้องแล่นช้า เพราะจะต้องทวนน้ำทวนลมเหมาะสำหรับตั้งด่านตรวจ การเข้าออกจึงเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล หรือด่านใต้มาตั้งแต่ครั้งอดีตทั้งในสมัยละโว้ ราวพุทธศักราช 1400 ซึ่งขอมแผ่อำนาจ ปกครองแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ทั้งหมดและในสมัยอยุธยาเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่1(พระเจ้าอู่ทอง)ออกจากสุพรรณบุรีมาสร้าง “กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ฯ” (หรือกรุงศรีอยุธยา)ในพุทธศักราช 1893 ได้แผ่อำนาจปกครองกรุงสุโขทัยมีอำนาจเหนือเขมรและ ทางใต้ลงไปถึงแหลมมะลายู) หลักฐานทางประะวัติศาสตร์และโบราณคดีของเมืองพระประแดงที่คลองเตยปรากฏเด่นชัด ก็คือ ศาลพระประแดง (หรือศาลเจ้าพ่อ พระประแดง) ที่มีอายุยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ตั้งแต่ราวพุทธศักราช 2401 ก่อนสมเด็จพระไชยราชา ขุดคลองลัดบางกอก สมเด็จ พระรามาธิบดีที่ 2 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ขุดชำระคลองสำโรงและคลองหัวตะเข้ พบเทวรูปทองสัมฤทธิ์ 2 องค์ระหว่างคลอง สำโรงต่อกับคลองทับนาง โปรดเกล้าให้สร้างศาลประดิษฐานไว้ที่เมืองพระประแดงศาลพระประแดงที่เมืองพระประแดงนี้ ปรากฏใน นิราศเมืองแกลงของสุนทรภู่ ซึ่งแต่งเมื่อต้นปีพุทธศักราช2350 ว่า”ถึงเชิงไทรศาลพระประแดงแรง” ยังปรากฏในนิราศถลางของ หมื่นมี (หมื่นพรหมสมพัตสร) ว่า “ถึงศาลเจ้าพระประแดงแสยงเกล้า” และในโคลงนิราศพระยาตรัง ซึ่งแต่งเมื่อคราวไปทัพเมืองถลาง ในปีพุทธศักราช 2352 กล่าวถึงศาลพระประแดงไว้ดังนี้ พระแผดงเรืองฤทธิ์ไท้ เทพารักษ์ นา สิงสถิตย์ศาลสมญา ชื่อไว้ แม้จึ่งจักบูชา เชอญเทพย ท่านแฮ ดาลเดือดทรวงไท้ เหือดร้อน แรงกระสัน ฯ เทวรูปสององค์ คือ พระยาแสนตาและบาทสังขกรนั้น เมื่อครั้งพระยาละแวกเจ้าเมืองกัมพูชายกทัพเรือเพื่อขึ้นไปตี กรุงศรีอยุธยา ได้ ยึดเมืองปากน้ำพระประแดงเป็นที่มั่นในปีพุทธศักราช 2121แต่ตีกรุงศรีอยุธยาไม่สำเร็จเมื่อล่าทัพกลับได้ขนเอาเทวรูป2องค์กับไป เมืองเขมรด้วยแม้ว่าศาลพระประแดงจะไม่มีเทวรูปแต่ยังมีผู้คนนับถืออยู่ดังที่ปรากฏพยานหลักฐานในโคลงกลอนนิราศข้างต้นนั้น สำหรับเมืองพระประแดงจังหวัดสมุทรปราการหรือ“ปากลัด”สร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและสำเร็จเรียบ ร้อยในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (วางเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2358) พระราชทานชื่อว่า “เมืองนคร เขื่อนขันธ์”

                  ต่อมาในปีพุทธศักราช 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงเปลี่ยนชื่อเป็นจังหวัดพระประแดง ส่วนที่ ตั้งอำเภอเมืองสมุทรปราการ หรือ “ปากน้ำ” ในปัจจุบัน สร้างตรงที่ บางเจ้าพระยา คือ ตำบลปากน้ำในปัจจุบัน อยู่ระหว่างคลอง ปากน้ำกับคลองมหาวงศ์ (วางเสาหลักเมืองเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2365) พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้า ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) กับพระยาพระคลัง (ดิศ) เป็นแม่กองควบคุมการ ก่อสร้างเมือง เสร็จเรียบร้อยในปีพุทธศักราช 2366 (หมายเหตุ จากหลักฐานหนังสือคำให้การของชาวกรุงเก่าระบุว่า สมเด็จพระจ้า ทรงธรรม (พ.ศ.2136-พ.ศ.2171) ได้โปรดให้สร้างเมืองสมุทรปราการบริเวณใต้คลองบางปลากด สันนิษฐานว่า สร้างเมืองขึ้นแทน เมืองปากน้ำพระประแดงที่คลองเตย เนื่องจากชายฝั่งทะเลงอกออกไป และมีชาวฮอลันดาเข้ามาติดต่อค้าขายตั้งคลังสินค้าของ ตนโดยเรียกชื่อเมืองของตนว่า นิวอัมสเตอร์ดัม ทำให้บริเวณนี้เจริญขึ้นมีผู้คนมาติดต่อค้าขายและตั้งบ้านเรือนร้านค้าหนาแน่น ต่อมา ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไทยได้ติดต่อกับฝรั่งเศส และมีข้อพิพาทกับฮอลันดา ฮอลันดาจึงทอดทิ้งคลังสินค้า เมือง สมุทรปราการจึงเป็นเมืองร้าง ขณะนี้หาซากเมืองไม่พบ) คลองถนน

….ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงให้เห็นคลองหัวลำโพงที่เริ่มต้นจากคลองผดุงกรุงเกษม ผ่านหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพงเลียบคู่ถนนพระรามที่ 4 ผ่านคลองเตย และจากหลักฐานภาพถ่าย ตลอดจนคลิปวิดีโอ. ที่ชาวต่างชาติได้ถ่ายเอาไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 พบว่า คลองนี้ยังคงยาวเลียบคู่กับทางรถไฟสายปากน้ำ ไปสิ้นสุดบรรจบกับปากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณจังหวัดสมุทรปราการ…..

———————————————————————————————–

ตรง (คลองหัวลำโพงและคลองเตย) ถนนพระรามที่ 4 คลองถนนตรงถือได้ว่าเป็นถนนสายแรก ๆ ในรัชกาลที่ 4 ซึ่งสร้าง ขึ้นตามแบบตะวันตก โดยนำมูลดินที่ได้จากการขุดคลองมาถมทำเป็นถนนขนานไปกับคลอง สร้างภายหลังขุดคลองผดุงกรุงเกษม (และถนนกรุงเกษม) และสร้างป้อมตามแนวคลองเป็นระยะ ๆ แล้ว เหตุที่ขุดคลองถนนตรง ตั้งแต่ป้อมผลาญไพรีราบ (บริเวณตลาด หัวลำโพงในปัจจุบัน)จาก

…..คลองหัวลำโพงในปัจจุบัน กลายเป็นคลองที่ตันหัวตันท้าย มีระยะทางยาวเหลือเพียงประมาณ 2 กม.เศษเท่านั้น โดยเริ่มจากตลาดคลองเตยไปสิ้นสุดที่ประตูน้ำปากคลองพระโขนง ปัจจุบันคลองหัวลำโพงมีบทบาทเป็นแก้มลิง รองรับน้ำบริเวณรอบ ๆ คลองเตย เช่น เขตวัฒนา พระโขนง และ ลุมพินี……

———————————————————————————————–

คลองผดุงกรุงเกษมฝั่งนอกตรงหัวลำโพง ตัดทุ่งลงไปถึงคลองพระโขนง เนื่องจากพ่อค้าชาวต่างประเทศ ที่ตั้งร้านริมแม่น้ำข้างใต้พระนคร รวมถึงกงศุลอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศสได้เข้าชื่อขอร้องต่อกรมท่าว่า เรือลูกค้าที่ขึ้นมาค้า ขายถึงพระนครต้องแล่นทวนน้ำ ถึงหน้าน้ำ น้ำเชี่ยวมาก กว่าจะเดินทางถึงพระนครก็ต้องใช้เวลาหลายวัน จะขอไปตั้งห้างซื้อขายที่ ใต้ปากคลองพระโขนงลงไปจนบางนา ขอให้ผู้ครองแผ่นดินฝ่ายไทยสงเคราะห์ขุดคลอง (และทำถนน) เป็นทางลัดให้ไปมาค้าขาย ถึงพระนครได้สะดวก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าพระยารวิวงศ์โกษาธิบดี (ขำ บุญนาค ต่อมาคือ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์) ที่ พระคลัง จ้างกรรมกรจีนขุดในปีพุทธศักราช 2400 คลองกว้าง 6 วา ลัก 6 ศอก ยาว 207 เส้น2 วา 3 ศอก สิ้นค่าจ้างทั้งขุดคลองถม ถนนเบ็ดเสร็จเป็นเงิน 16,633 บาท พระราชทานชื่อว่า คลองถนนตรง แต่ภายหลังต่อมา จะเป็นด้วยเหตุใดไม่ปรากฏ พวกฝรั่งหาได้ ย้ายลงไปตั้งห้างตามที่คิดไว้แต่เดิมไม่ โดยอ้างว่าไกล คลองถนนตรงนี้ เรียกกันเป็นสามัญว่า คลองวัวลำพองและเรียกถนนว่า ถนน วัวลำพองรวมถึงสะพานวัวลำพองตามชื่อทุ่งนาที่ถนนและคลองตัดผ่าน (ตั้งบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงจนถึงบริเวณโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ในปัจจุบัน เป็นที่เลี้ยงวัว มีโรงฆ่าสัตว์อยู่ที่คลองขวางหรือถนนสีลม) ปรากฏในเอกสารพระราชดำรัสเปิดสะพานเฉลิมภพ 50 ซึ่งสร้างข้ามถนนหัวลำโพงที่ถนนสุรวงศ์ เนื่องในวโรกาสพระชนมพรรษาปีที่ 50 ซึ่งกรมโยธาธิการร่างทูลเกล้าถวาย พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแก้ไข คลองวัวลำพองเป็นหัวลำโพงเนื่องจาก “คำว่าวัวลำพองนั้นเป็นชื่อกรม เมืองหลวงมาจากคำฝรั่งเรียกหัวลำโพงไม่ชัด”คลองถนนตรงนี้ ต่อมาเรียกเป็น 2 ตอน คือ คลองหัวลำโพง และคลองเตย ปรากฏใน หนังสือเรื่องรายงานกิจการกองตะเวนในรัชกาลที่ 5 เมื่อพุทธศักราช 2434 ความว่า โรงพักที่ 14 ตั้งที่ศาลาแดงทุ่งวัวลำพองโรงพักที่ 15 ตั้งที่คลองเตยต่อมาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อ ถนนหัวลำโพง (นอก) ตั้งแต่ถนนเจริญกรุงถึงถนนสุนทรโกษา เป็นถนนพระรามที่ 4 เพราะเป็นถนนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นโดยนำมูลดินจากการขุดคลองลัดจากคลองผดุงกรุงเกษาไปถึงคลองเตย มาสร้างในปี พุทธศักราช 2490 ได้มีการขยายถนนพระรามที่ 4 ให้กว้างขึ้น จึงต้องถมคลองหัวลำโพงและคลองเตยบางส่วนเป็นถนนและท่อ ระบายน้ำมีการรื้อถอนสะพานในชุดเฉลิมซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างเนื่องใน วโรกาสเฉลิมพระ

…..คลองหัวลำโพงช่วงที่เลียบไปกับทางรถไฟสายหัวลำโพง-ปากน้ำ ในภาพจะเห็นสะพานไม้ข้ามคลอง คือสะพานเฉลิมศักดิ์ 43………

———————————————————————————————–

ชนมพรรษานับตั้งแต่ทรงเจริญพระชนมายุ 42 พรรษา เช่น สะพานเฉลิมศักดิ์ 43 (สร้างที่ถนนหัวลำโพงนอกตัดกับ คลองอรชรข้ามถนนสนามม้าหรือถนนนิวแมนส์ไมล์ (Newman’s miles) ปัจจุบันคือถนนอังรี-ดูนังต์) สะพานเฉลิมเกียรติ 44 (สร้าง ข้ามคลองหัวลำโพงเชื่อมปลายถนนสาธร) สะพานเฉลิมภพ 50 และสะพานเฉลิมเดช 57 (สร้างขึ้นแทนสะพานไม้เก่าข้ามคลอง หัวลำโพงปลายถนนสี่พระยา) รวมถึงก่อสร้างถนนพระรามที่ 4 ต่อจากแยกถนนสุนทรโกษาออกไปบรรจบสุขุมวิทต่อมาคลองถนนตรง หรือคลองหัวลำโพง ตอนที่เรียกว่าคลองเตย เริ่มตั้งแต่บริเวณปลายคลองขวางหรือคลองสีลมต่อกับคลองหัวลำโพง มีต้นเตยขึ้นตามชายตลิ่งริมคลองด้านใต้ตลอดแนวคลองเรื่อยไป ต้นเตยเป็นไม้พุ่มขึ้นเป็นกอก็มี โดดเดี่ยวก็มี มีหลายชนิดในสกุล Pandamus วงศ์ Pandanaceae เช่น ลำเจียก กระแซง ต้นเตยที่ คลองเตยเป็นเตยหอมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ AmaryllifoliusRoxb.ใบใช้ปรุงแต่งกลิ่นและสีในการทำขนมหรืออาหารบางชนิด ใบเตยหอมยังมีสรรพคุณเป็นชาสมุนไพร แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ เป็นต้นในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ซึ่งแต่งเมื่อราว พุทธศักราช 2388 -2392 เมื่อมีอายุ 60 ปีเศษอยู่ในอุปการะของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ พระเจ้าลูกเธอในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

……ต้นเตยหอม พืชตระกูลหญ้ามีกลิ่นหอมเย็น นิยมนำมาคั้นน้ำเป็นสีย้อมอาหาร ให้สีเขียวอ่อน มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ริมคลองหัวลำโพงช่วงตั้งแต่คลองสีลม หรือถนนสีลมในปัจจุบัน ไปจนถึงบางจากมีต้นเตยหอมแบบนี้ขึ้นอยู่ริมคลองตลอดแนว จึงเรียกคลองหัวลำโพงในช่วงนี้ว่า “คลองเตย”…..

———————————————————————————————–

ปรากฏชื่อคลองเตยซึ่งสุนทรภู่ ลงเรือไปตามคลองน้อย ผ่านวัดหงส์รัตนาราม วัดพลับ (วัดราชสิทธิราราม) วัดสังข์กระจาย คลองบางลำเจียก คลองเตย (คลองต้นไทรจวนถึงตลาดพลู) ถึงคลองบางหลวง ( คลองบางกอกใหญ่) ไปตามทางคลองด่าน กล่าวในนิราศว่า “มาถึงคลองบางลำเจียกสำเนียกหนาม ” ดังนี้

                                                                      ลำเจียกเอยเคยชื่นระรื่นรส

                          ต้องจำอดอกระอาด้วยหนาหนาม

                                                                       ถึง คลองเตย เตยแตกใบแฉกงาม

                                                                       คิดถึงยามปลูกรักมักเป็นเตย

                          จนไม่มีที่รักเป็นหลักแหล่ง

                          ต้องคว้างแคว้งคว้าหานิจจาเอ๋ย

                          โอ้เปลี่ยวใจไร้รักที่จักเชย

                         ชมแต่เตยแตกหนามเมื่อยามโซ

                                                                    ถึงยางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก

                                                                    ล้วนบ้านเจ็กขายหมูอยู่อักโข

                                                                    เมียขาวขาวสาวสวยล้วนรวยโป

                                                                    หัวอกโอ้อายใจมิใช่เล็ก

                     คลองเตย อำเภอพระโขนงน่าจะได้ชื่อมาจากชื่อคลองเตยนี้ แต่ต้นเตยแตกต่างพันธุ์กัน เป็นเตยทะเล(Odoratissimus Linn.)ขณะ ที่ต้นเตยริมตลิ่งชายคลองเตย ตำบลคลองเตยเป็นเตยหอมดังกล่าวมาแล้วนั้น

  ประวัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย  

         การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เป็นรัฐวิสาหกิจสาธารณูปการในสังกัดกระทรวงคมนาคม ก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2494 มีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของกิจการท่าเรือ เพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน ปัจจุบัน การท่าเรือแห่งประเทศไทยรับผิดชอบบริหารท่าเรือที่สำคัญ ได้แก่ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือเชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง

        หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ. 2475 ความคิดริเริ่มที่จะก่อสร้างท่าเรือของรัฐให้ทันสมัย โดย พลเรือโท พระยาราชวังสันซึ่งดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนั้น ได้เสนอโครงการขุดลอกสันดอนปากน้ำเจ้าพระยา เพื่อส่งเสริมกิจการด้านพาณิชย์นาวีให้เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่สามารถผ่านร่องน้ำเข้ามาบรรทุก  ขนถ่ายสินค้าจากท่าเรือได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แทนการลำเลียงสินค้าระหว่างกรุงเทพ  เกาะสีชังที่เคยปฏิบัติกันมาแต่เดิม และปรับปรุงท่าเรือที่มีอยู่ให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ แต่โครงการของ พลเรือโท พระยาราชวังสัน ต้องประสบกับอุปสรรคนานัปการ ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงได้ส่งเรื่องขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานใหญ่สันนิบาตชาติ ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    สองปีต่อมา สันนิบาตชาติได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางมาสำรวจสภาพเศรษฐกิจการค้าในกรุงเทพ และสำรวจสถานที่สร้างท่าเรือของรัฐบาลไทย ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ได้เสนอให้มีการขุดลอกร่องน้ำใน แม่น้ำเจ้าพระยา และเสนอบริเวณที่จะก่อสร้างท่าเรือให้รัฐบาลไทยเลือก 2 แห่ง คือ ที่ปากน้ำสมุทรปราการ กับที่ตำบลคลองเตย รัฐบาลจึงเลือกที่ตำบลคลองเตยเป็นที่ก่อสร้างท่าเรือ ซึ่งก็คืออาณาบริเวณของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ในปัจจุบัน

     ปี พ.ศ. 2478 รัฐบาลจัดตั้งคณะกรรมการจัดสร้างท่าเรือขึ้น มีพลเอก พระบริภัณฑ์ยุทธกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการเป็นประธานกรรมการ ดำเนินการขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา และสร้างท่าเรือที่ทันสมัยที่ตำบลคลองเตยตามข้อเสนอของสันนิบาตชาติ

    ปี พ.ศ. 2479 คณะกรรมการจัดสร้างท่าเรือดำเนินการประกวดการออกแบบก่อสร้างท่าเรือ ปรากฏว่า แบบก่อสร้างท่าเรือของ ศาสตราจารย์อากัตซ์ ชาวเยอรมันได้รับการคัดเลือกสำหรับการประกวดราคาค่าก่อสร้างท่าเรือ ปรากฏว่า บริษัท คริสเตียนี แอนด์ นีลเสน ได้รับเลือกให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างท่าเรือในวงเงิน 20 ล้านบาท

    ปี พ.ศ. 2481 รัฐบาลได้จัดตั้งสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ ให้หลวงประเสริฐวิถีรัถ นายช่างจากกรมรถไฟมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ (พ.ศ.2481-2486) และควบคุมการก่อสร้าง โดยมีนาย โรเบอร์ต ชวาทเก เป็นนายช่างที่ปรึกษา ขึ้นตรงต่อกระทรวงเศรษฐการ และเริ่มลงมือก่อสร้างท่าเรือที่คลองเตย

     ปี พ.ศ. 2483 รัฐบาลได้สั่งต่อเรือสันดอน 1 จากประเทศเนเธอร์แลนด์ และเริ่มขุดลอกร่องน้ำ แต่งานขุดลอกร่องน้ำและการก่อสร้าง ท่าเรือต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นในขณะนั้น ท่าเรือกรุงเทพมีเพียงเขื่อนเทียบเรือยาว 1,500 เมตร มีโรงพักสินค้า 4 หลัง คลังสินค้า 3 ชั้น 1 หลัง (คลังสินค้าทัณฑ์บนปัจจุบัน) อาคาร OB (ตึกอำนวยการปัจจุบัน)

    ปี พ.ศ. 2490 ได้เปิดดำเนินกิจการท่าเรือ โดยมี หลวงยุกตเสวีวิวัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ และคณะรัฐมนตรีได้แต่งตั้ง คณะกรรมการจัดวางนโยบายและควบคุมกิจการสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน

    ปี พ.ศ. 2491 นาวาเอกหลวงสุภีอุทกธาร (สุภี จันทมาส) ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานท่าเรือกรุงเทพ ดำเนินการซ่อมแซมอาคารต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม พร้อมกับก่อสร้างเพิ่มเติม

    ปี พ.ศ. 2494 รัฐบาลกู้เงินจากธนาคารโลกมาดำเนินการขุดลอกร่องน้ำสันดอนทางเดินเรือ จากปากน้ำสมุทรปราการ-ในแม่น้ำ เจ้าพระยาถึงท่าเรือคลองเตย รวมระยะทางประมาณ  66 กิโลเมตร และจัดซื้ออุปกรณ์การยกขนสินค้ามาพัฒนาท่าเรือกรุงเทพ

    ในเดือน พฤษภาคม 2494 รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2494 จัดตั้งการท่าเรือแห่งประเทศไทยขึ้น เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม พร้อมรับโอนกิจการท่าเรือจากสำนักงานท่าเรือกรุงเทพมาดำเนินการ

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 ที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยได้รับการก่อตั้งเป็นต้นมา กิจการด้านการขนส่งทางน้ำได้มีการพัฒนาเรื่อยมาเป็นลำดับจนถึงปัจจุบัน โดยในอดีตสินค้าที่ขนส่งทางทะเลเป็นเรือสินค้าทั่วไปและสินค้ากอง ท่าเทียบเรือที่มีอยู่ในขณะนั้นได้แก่ ท่าเทียบเรือเขื่อนตะวันตก จำนวน  9 ท่า เป็นท่าสำหรับบรรทุกขนถ่ายสินค้าทั่วไปและสินค้ากอง จนกระทั่งการขนส่งสินค้าด้วยระบบคอนเทนเนอร์ได้แพร่ขยายเข้ามาสู่ประเทศไทยประมาณปี 2518-2520 การท่าเรือฯจึงได้ดำเนินการก่อสร้างท่าเทียบเรือเขื่อนตะวันออกเพื่อ ใช้เป็นท่าอเนกประสงค์และจัดให้รับตู้สินค้า โดยเปิดใช้งานได้ในปี 2520

….ที่มา http://vigportal.mot.go.th/portal/site/PortalMOT/about/pat/

    ประวัติการก่อกำเนิดชุมชนคลองเตย  

……จากการก่อสร้างท่าเรือกรุงเทพ ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย  ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ.2481 – 2490 นั้น ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับคลองเตยอย่างรุนแรง การก่อสร้างท่าเรือกรุงเทพ มีความจำเป็นต้องใช้วัสดุก่อสร้าง และแรงงานจำนวนมาก จึงมีการจ้างแรงงานช่าง และแรงงานกรรมกรไทยเป็นจำนวนมาก แรงงานส่วนใหญ่ถูกนำมาจากต่างจังหวัด และสร้างแคมป์พักคนงานในบริเวณที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยนั่นเอง……

……ในการสร้างท่าเรือ มีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินเป็นจำนวนมาก จึงมีการเวนคืนที่ดินจากพระยาสุนทรโกษา หลวงอาจณรงค์ และตระกูล ณ ระนอง ซึ่งมีที่ดินติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ช่องนนทรีจนถึงริมคลองพระโขนง ซึ่งที่ดินบริเวณดังกล่าวนี้ เป็นที่นาของทั้งสามตระกูลดังกล่าว…..

……นอกจากนี้ ยังมีวัดอีกสามแห่งที่ถูกเวนคืน เพื่อเอาที่ดินไปสร้างเขื่อนเทียบเรือสินค้า ประกอบด้วยวัดเงิน วัดทอง และวัดไก่เตี้ย โดยมีการสร้างวัดธาตุทอง เอกมัยขึ้นใหม่ เพื่อรองรับพระสงฆ์จากวัดที่ถูกเวนคืนธรณีสงฆ์นั้น…..

  

…..พระเครื่องกรุวัดเงินคลองเตย หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ที่ยืนยันความมีตัวตนของวัดเงินคลองเตย และอีก 2 วัด คือวัดทอง และวัดไก่เตี้ย แต่ในประวัติศาสตร์ของการท่าเรือกลับไม่มีการพูดถึงเรื่องเหล่านี้ รวมทั้งเจ้าของที่ดินเดิมที่การท่าเรือเวนคืนมาอีกด้วย…..

———————————————————————————————–

……ต่อมาในปี พ.ศ.2503 สหรัฐอเมริกาขอตั้งฐานทัพในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นในการทำสงครามเวียดนาม ท่าเรือกรุงเทพของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จึงทำหน้าที่ในการรับ-ส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งรับศพทหารจีไอ.มาชำแหละต้ม เพื่อลอกเอากระดูกส่งกลับบ้าน โดยสถานที่ต้มกระดูกทหารจีไอ. ก็คืออู่รถเมล์ ขสมก. เขตการเดินรถที่ 4 ตั้งอยู่สี่แยกเกษมราษฎร์ (แยกกรมศุลฯ) ในปัจจุบัน…..

……กองทัพสหรัฐมีความต้องการแรงงานในการจัดตั้งฐานทัพ ตลอดจนทำงานต่าง ๆ ภายในที่ตั้ง จึงทำให้ผู้คนในต่างจังหวัดที่อยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานคร พากันหลั่งไหลเข้ามาหางานทำ ด้วยเชื่อว่า กองทัพสหรัฐจ่ายค่าแรงงามและไม่อั้น……

……คลองเตย จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งของแรงงานอพยพ ในขณะที่การท่าเรือก็เริ่มมีปัญหากับแรงงานที่นำมาก่อสร้างท่าเรือเสร็จแล้วไม่ยอมกลับ พากันยึดแค้มป์คนงานเป็นที่พักอาศัย และประกอบอาชีพต่อเนื่องจนกลายเป็นชุมชนย่อย ๆ ขึ้นมาบนที่ดินของการท่าเรือ การท่าเรือพยายามแก้ปัญหาด้วยการรับเอาคนงานบางส่วน เข้าทำงานเป็นพนักงานการท่าเรือ และจัดสร้างบ้านพักเป็นห้องแถวริมถนนอาจณรงค์ แบ่งออกเป็นล็อก ๆ ละ 8 ห้อง รวม 12 ล็อก……

…..เรือกระแชง ซึ่งเป็นเรือลำเลียงแบบเดียวกับเรือกระแชงที่เคยจอดอยู่ในคลองหัวลำโพง ย่านคลองเตย ในยุคเริ่มก่อตัวของชุมชน……

———————————————————————————————–

…….ในขณะที่ในคลองหัวลำโพง ก็มีเรือกระแชงที่รับจ้างขนวัสดุก่อสร้างให้การท่าเรือ เมื่อเสร็จงานแล้วก็ถือโอกาสยึดริมคลองจอดเรือ และขึ้นบกหางานทำ โดยใช้เรือกระแชงเป็นที่พักอาศัยริมตลิ่ง ตลอดแนวตั้งแต่ปากคลองพระโขนง ไปจนถึงท้ายตลาดคลองเตย……

…….บริเวณที่เรือกระแชงเหล่านี้ชุมนุมกันมากที่สุด ก็คือบริเวณด้านหลังอาคารทวิช หรือบริเวณสะพานข้ามคลองหัวลำโพง ถนนเกษมราษฎร์ ซึ่งต่อมา ได้มีเจ้าของเรือบางคนสร้างเรือนแพหลังเล็ก ๆ ขึ้น และใช้เป็นที่ให้เช่าค้าประเวณี จนชาวชุมชนเรียกบริเวณนี้ว่า “เรือนแพ” ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของชุมชนริมคลองสามัคคี…..

……จากการหลั่งไหลของแรงงานต่างจังหวัด ทำให้การท่าเรือไม่ประสบความสำเร็จในการจัดการกับชุมชนแค้มป์คนงานในพื้นที่ แม้ว่าจะรับคนงานเหล่านี้เข้าเป็นพนักงานการท่าเรือ และสร้างบ้านให้อยู่กันเป็นสัดส่วนแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่าพนักงานของการท่าเรือเหล่านี้เอง ที่เป็นคนไปชักชวนแรงงานที่อพยพเข้ามาหางานทำกับฐานทัพอเมริกัน ให้เข้ามาปลูกสร้างบ้านพักชั่วคราวบริเวณหลังบ้านพนักงานการท่าเรือ จึงเรียกชุมชนเหล่านี้ว่า “ล็อก” ตามล็อกห้องแถวบ้านพักพนักงานการท่าเรือ คือตั้งแต่ล็อก 1 ถึง ล็อก 12 …..

……หลังจากรัฐบาลเริ่มจัดการกับสลัมย่อย ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยการไล่รื้อ ทำให้ชาวสลัมที่ถูกไล่รื้อพากันอพยพเข้ามายึดพื้นที่รอบ ๆ พื้นที่ใช้งานของการท่าเรือ และปลูกสร้างบ้านเรือนขึ้นมา ในประมาณปี 2510 จนถึง 2513 พื้นที่คลองเตยจึงกลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ และการท่าเรือก็เริ่มใช้วิธีรุนแรงในการผลักดันสลัมเหล่านี้ออกไปจากพื้นที่ เริ่มจากสลัมรอบในที่อยู่ติดกับลานและโกดังสินค้าของการท่าเรือ โดนขับไล่ด้วยการนำเอาเลนที่เรือขุดดูดขึ้นมาจากสันดอน มาพ่นใส่พื้นที่ตั้งสลัม จนทำให้ชาวบ้านต้องรื้อย้ายบ้านเบียดรวมเข้าไปกับสลัมใหม่หลังบ้านพักพนักงานการท่าเรือ บางส่วนย้ายหนีลงไปสมทบกับสลัมรอบ ๆ ทำให้กลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ขึ้น ในช่วงเวลานี้ ได้เกิดปัญหาเพลิงไหม้ชุมชนเป็นประจำทุกปี…..

……เพลิงโหมไหม้ชุมชนโรงหมู ซึ่งในอดีตมักเกิดในช่วงเวลาที่การท่าเรือติดประกาศขับไล่ชุมชน ให้ย้ายออกไปจากที่ดินของการท่าเรือ….

———————————————————————————————–

……จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2520 ในสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จึงเริ่มผ่อนคลายความรุนแรงลง เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการประนีประนอมกับสลัมมากขึ้น และสลัมคลองเตย เป็นสลัมแห่งแรก ที่รัฐบาลทดลองนำโครงการพัฒนาต่าง ๆ เข้ามา เพื่อพัฒนาสลัมคลองเตยเป็นการนำร่องไปสู่การพัฒนาสลัมในที่ต่าง ๆทั่วประเทศไทย…..

……สลัมคลองเตย จึงเป็นสลัมแม่บทในการพัฒนา และยกระดับแหล่งเสื่อมโทรมที่ผิดกฎหมาย ให้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย และสามารถอยู่ร่วมกับสังคมเมืองได้อย่างกลมกลืน…..

……ปี 2521 มีการทดลองจัดตั้งผู้นำชุมชนขึ้น โดยการแยกสลัมออกเป็นส่วน ๆ ได้ทั้งหมด 18 สลัม และให้แต่ละสลัมมีคณะผู้นำของตัวเอง…..

……มีการยกเลิกคำเรียกว่า “สลัม” ที่หมายถึงแหล่งเสื่อมโทรม ให้เรียกว่า “ชุมชนแออัด” แทน ดังนั้น คำว่าชุมชนนั้น ชุมชนนี้ ที่อยู่ในคลองเตย จึงมีความหมายที่มาจากคำว่าชุมชนแออัด โดยเรียกสั้น ๆ ว่า “ชุมชน” คำว่าชุมชนในคลองเตย จึงมีความหมายที่ไม่ตรงกับคำว่าชุมชน (Community) แต่มีความหมายที่ตรงกับคำว่า “Residente” อันหมายถึงหมู่บ้านธรรมดา ๆ เท่านั้น……

……คณะผู้นำสลัม จึงถูกเรียกชื่อว่า “คณะกรรมการชุมชน” มาตั้งแต่บัดนั้น…… 

……ดังนั้น หากเรียกว่า “ชุมชนคลองเตย” (Klongtoey Community) จะมีความหมายถึงพื้นที่ ที่เป็นศูนย์รวมของทุกอย่างทั้งที่พักอาศัย ย่านการค้า แหล่งอาชีพ โรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล สถานที่ราชการ สถานีขนส่ง และสถานบันเทิง…..

……สถานที่ราชการ อย่างเช่นสำนักงานเขตคลองเตย หรือ สถานีตำรวจนครบาลท่าเรือ ก็มีความหมายเป็นชุมชนคลองเตยด้วยเช่นกัน……

……แต่หากเรียกว่า “ชุมชนหมู่บ้านพัฒนา 70 ไร่” ชุมชนร่มเกล้า หรือ ชุมชนอื่น ๆ ขอให้เข้าใจความหมายว่าเป็นเพียงหมู่บ้านเท่านั้น ไม่ใช่ชุมชนแต่อย่างใด เพราะคำว่าชุมชนข้างหน้าชื่อนั้น หมายความมาจากคำว่าชุมชนแออัดเท่านั้นเอง…..

ชุมชนคลองเตยเป็นแดนสนธยา ดินแดนยาเสพติด จริงหรือ?

ปัญหายาเสพติดในชุมชนคลองเตย รุนแรงจนถึงขั้นวิกฤติแล้วหรือ?

…..ในช่วงปี 2545-2549 ผมเคยได้รับมอบหมายจากทางราชการ ให้ทำงานที่มีความสำคัญในระดับชาติถึง  4 ครั้ง และทุกครั้งงานที่ได้รับมอบหมายประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากผู้ใหญ่ จนกล่าวได้ว่า ผมเป็นคนที่ทางราชการให้ความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง…..

……ครั้งหนึ่ง ผู้ใหญ่ในระดับสูงได้มาตรวจงานที่ผมได้รับมอบหมายให้ทำ และผู้ใหญ่ท่านนั้นมีความพอใจมาก เอ่ยปากถามผมว่า “น้องมาจากไหน?” ผมก็ตอบท่านว่า ผมมาจากชุมชนคลองเตยครับ…..

…….ไม่น่าเชื่อนะว่าจะมาจากคลองเตย ผู้ใหญ่ท่านนั้นเปรยขึ้น ผมจึงสวนออกไปอย่างลืมตัวว่า “ทำไมครับ คนชุมชนคลองเตยเก่ง ๆ กว่าผมมีเยอะแยะ คนชุมชนคลองเตยจบปริญญามีมากมาย ผมว่าไม่แปลกตรงไหนนี่ครับ ที่ผมจะทำงานอย่างนี้ได้……

…….ทำไมสังคมจึงมองชุมชนคลองเตยว่าเป็นแดนยาเสพติด ทั้งที่ปัญหายาเสพติดนั้น มีคู่กับชุมชนคลองเตยมาตั้งแต่ยุคกระท่อม-กัญชา มาจนถึงยาบ้า-ยาอี อย่างในปัจจุบัน ผมก็ว่านะ มันก็เท่านี้ ไม่แรงไม่ค่อยอะไรอย่างที่บรรดาพ่อพระ-แม่พระเค้าชอบไปขายข่าวให้สื่อมวลชน เพื่อสร้างเรทติ้งเอาเงินปราบยาเสพติดมาสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองกับลูกหลานในตระกูลกัน แล้วทิ้งคราบน้ำลายเน่าเหม็นไว้บนแผ่นดินคลองเตยอย่างน่าอัปยศที่สุด……

…….ถ้าจะว่าปัญหายาเสพติดในชุมชนคลองเตยรุนแรงมากที่สุด แต่ก็ยังไม่เคยปรากฎว่า แก๊งค้ายาเสพติดแก๊งใดในชุมชนคลองเตย จะคุ้มคลั่งควงปืนออกไปไล่ยิงรถชาวบ้านอย่างแก๊งไผ่เขียวก็เปล่า…..

…….หรือวันเลวคืนร้าย ก็ควง AK.47 ยิงตำรวจแทบปางตายอย่างแก๊งบางบัวทองก็ไม่เคยมี……

…….ความเลวของคลองเตยก็มี ในขณะที่ความดีก็มากมาย คลองเตยเป็นแหล่งทรัพยากรบุคคลที่น่าทึ่ง ช่างเก่ง พ่อครัวฝีมือดี แรงงานที่ขันแข็งมีมากมาย ทำไมไม่ยักกะมีใครพูดถึง…..

…….ในขณะที่คนที่ยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดนั้น มีเพียงเศษหนึ่งส่วนแสนของ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็กลับเป็นที่สนอกสนใจ และจับตามองของสังคมอย่างจริงจัง……

…….และนั่น คือการยอมรับ และสร้างพื้นที่อาชญากรรมเอาไว้ในกลางเมืองหลวง ด้วยอุปทานของสังคมเอง ทั้งที่คลองเตยก็เป็นปกติ ไม่ได้ดี หรือเลวร้ายกว่าที่ไหน ๆ ในประเทศไทยนี้…..

……..ผมอยากจะบอกกับสังคมให้ทราบว่า คลองเตยไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด คนคลองเตยไม่ใช่คนพัฒนาไม่ขึ้น กี่ปีกี่ชาติก็ไร้การศึกษา จนไม่เลิกอย่างที่พวกเอ็นจีโอ.เค้าชอบสร้างภาพเอาไปหากินกัน…..

…….คนคลองเตยจบวิศวะ จบหมอเยอะแยะ แต่ก็อายเกินกว่าจะยอมรับว่าเป็นคนคลองเตย เพราะกลัวจะถูกประนามจากสังคม แล้วมันผิดด้วยหรือครับที่ผมเกิดมาเป็นคนคลองเตย……

……ผมจึงต้องยืนหยัด อธิบายกับสังคมผ่านเว็บไซท์นี้ คลองเตยไม่ได้เลวอย่างที่คุณคิด หรือไปรับรู้รับฟังจากที่ไหนมา คลองเตยก็คือแผ่นดินไทย คนคลองเตยก็คือคนไทยเหมือนคุณ เหมือนผม เหมือนคนไทยทุก ๆ คน คนหมู่มากก็ย่อมต้องมีทั้งดีและเลวปะปนกันเป็นเรื่องธรรมดาและธรรมชาติมาก ไม่ได้วิปริตผิดปกติตรงไหน……

……ถึงแม้จะต้องตะโกนอย่างเดียวดาย ไม่มีใครเค้าฟังกัน ผมก็ยังจะตะโกนก้องให้ฟ้าดินรู้ว่า คลองเตยไม่ใช่แดนสนธยา คลองเตยไม่ใช่แหล่งยาเสพติดที่ใหญ่และรุนแรงที่สุดในประเทศไทย…..

……แต่คลองเตย คือแหล่งทรัพยากรของสังคม……

……อย่างน้อย การกระทำของผมนี้ ก็เพื่อตอบแทนพระคุณแผ่นดินคลองเตย ที่เมตตาให้ที่ซุกหัวกับผมมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย…..

……ถึงแม้จะต้องเจ็บปวด จะต้องผิดหวังอีกกี่ครั้ง…..

……ผมก็ยังรักคลองเตย รักชุมชนคลองเตย และรักคนคลองเตยทุกคนครับ…..

Advertisements