เรียนรู้ขบวนการต่อสู้ของประชาชนไทย

                    ขบวนการต่อสู้ของประชาชน หมายถึงการที่ประชาชนร่วมกันแสดงออกในการไม่เห็นด้วย คัดค้าน ขัดขืน หรือต่อต้านอำนาจรัฐ ตลอดจนการไม่ยอมรับในอำนาจการปกครองของรัฐ…..

…..การต่อสู้อาจแสดงออกตั้งแต่การวิพากษ์-วิจารณ์การบริหารประเทศของฝ่ายปกครองผู้กุมอำนาจรัฐ การต่อต้านกฎหมาย เช่น การเลี่ยงที่จะไม่จ่ายภาษี การเดินขบวน และการต่อต้านด้วยการเจเนอรัลสไตรค์ (นัดหยุดงานทั่วประเทศ)…..

…..ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงขบวนการต่อสู้ของประชาชนในประเทศไทย ควรอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ถึงขบวนการต่อสู้ของประชาชนในระดับสากลมาก่อน……

การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789  (Fench  Revolution 1789)

คำสำคัญ

            1. กิโยติน  2. คุกบาสตีย์ (Bastille)  3.   Reign of Terror

คำถามชวนคิด

                 การปฏิวัติฝรั่งเศสส่งผลกระทบต่อโลกสมัยใหม่อย่างไร?

                 การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 มีผลต่อยุโรปโดยรวมเพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศมหาอำนาจของยุโรปในขณะนั้น

สาเหตุของการปฏิวัติ

                 1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การที่ฝรั่งเศสพัวพันกับการทำสงครามหลายครั้งตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาจนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ฝรั่งเศสกู้เงินเป็นจำนวนมากมาช่วยชาวอาณานิคมอเมริกันทำสงครามต่อต้านอังกฤษ

                2. สถานการณ์ทางสังคมและการเมือง  เสนาบดีคลังเสนอให้เก็บภาษีที่ดินจากพลเมืองทุกคน แต่ถูกฐานันดรที่ 1 และฐานันดรที่ 2 ต่อต้าน เรียกประชุมสภาฐานันดรแห่งชาติ สภาฐานันดรแห่งชาติในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ฐานันดรที่ 3 จึงเรียกร้องให้เพิ่มจำนวนผู้แทนของตนขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อจะได้มีจำนวนเท่ากับผู้แทนฐานันดรที่ 1 และ 2 รวมกัน สภาฐานันดรแห่งชาติเปิดประชุมในวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1789 แต่ละฐานันดรถูกจัดให้แยกกันประชุม ฐานันดรที่ 3 เรียกร้องให้เปิดประชุมร่วมกัน ประกาศตนเป็นสมัชชาแห่งชาติ ในวันที่ 20 มิ.ย. สมัชชาแห่งชาติได้จัดประชุมขึ้นบริเวณสนามเทนนิสของพระราชวังแวร์ซายส์

                3. ความแพร่หลายของความคิดใหม่ในศตวรรษที่ 18 แนวความคิดของวอลแตร์  มองเตสกิเออร์ และสงครามกู้อิสรภาพอเมริกันกระตุ้นให้ตื่นตัวในเรื่องเสรีภาพ มาควิส เดอ ลา ฟาแยตต์นำความนิยมในระบอบประชาธิปไตยมาเผยแพร่

                สิงหาคม ค.ศ. 1789 มีการประกาศสิทธิแห่งมนุษย์ชนและพลเมือง ซึ่งประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 ข้อที่เป็นอุดการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศส คือ เสรีภาพ (liberty) เสมอภาค (equality) และภราดรภาพ (fraternity) ประกาศดังกล่าวย้ำข้อเรียกร้องฐานันดรที่ 3 เช่น มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ   และมีสิทธิเท่าเทียมกัน การจับกุมกล่าวหาและหน่วงเหนียวบุคคลใดๆจะกระทำได้เฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด และทุกคนต้องเสียภาษีตามสัดส่วนของรายได้ที่ได้รับ ประกาศดังกล่าว 

ข่าวลือเรื่องกษัตริย์จะใช้กำลังทหารสลายการประชุมสมัชชาแห่งชาติก็ทำให้เกิดความโกลาหล เฉพาะในหมู่ชาวปารีสหัวรุนแรง ที่เรียกว่าพวกซองกูลอต (sans-culottes)

                ในวันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789 จึงยกขบวนประมาณ 800 คนไปที่คุกบาสตีย์ (Bastille) ซึ่งใช้เป็นที่ขังนักโทษการเมือง เหตุการณ์การทลายคุกบาสตีย์ (Fall of the Bastille) นี้ซึ่งต่อมาถือเป็นวันเริ่มต้นเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นวันชาติฝรั่งเศสในปัจจุบัน

                เพื่อรักษาความสงบทั้งในเมืองและชนบทระหว่างที่ 5-11 สิงหาคม 1789 สภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติออกพระราชกฤษฎีกาหลายฉบับรวมเรียกว่า“พระราชกฤษฎีกาเดือนสิงหาคม” (August Decrees) ระบุถึงการยกเลิกระบบฟิวดัล ศาลต่างๆ มีการปรับปรุงกฎหมายอาญาโดยใช้หลักมนุษยธรรมมากขึ้นด้วยการยกเลิกการทรมานและตัดอวัยวะ นับตั้งแต่เดือนมีนาคม  ค.ศ. 1792 รัฐเริ่มนำเครื่องกิโยติน(guillotine)มาใช้เป็นเครื่องประหารเพื่อให้สิ้นชีวิตโดยเร็วและเจ็บปวดน้อยที่สุด สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติต้องการให้คริสตจักรฝรั่งเศสพ้นจากการควบคุมดูและของสำนักสันตะปาปาที่ปรุงโรม  และประกาศใช้ พระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ในค.ศ. 1790 บังคับให้พระปฏิญาณว่าจะรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศ

                 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงเป็นบุคคลที่ยึดมั่นในศาสนา จึงไม่สบายพระทัยที่ต้องยอมรับพระราชบัญญัติธรรมนูญสงฆ์ ทรงวางแผนเสด็จหนีในวันที่ 20 มิถุนายน ค.ศ. 1791 เมื่อถึงเมืองวาแรน (Varennes) ก็ทรงถูกจับและนำเสด็จกลับกรุงปารีส

                ฝรั่งเศสประกาศสงครามต่อออสเตรียซึ่งมีจักรพรรดิเป็นพระเชษฐาของสมเด็จพระราชินีมารี อองตัวแนต ในวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 1792 ในเดือนต่อมาปรัสเซียจึงประกาศสงครามต่อฝรั่งเศส นับเป็นการเริ่มต้น สงครามการปฏิวัติฝรั่งเศส (French Revolutionary Wars, ค.ศ. 1792 – 1799)

                ในวันที่ 1 สิงหาคม  ค.ศ. 1792 ออสเตรีย-ปรัสเซียได้ออกแถลงการณ์บรันสวิก (Brunswick Manifesto)  เพื่อขู่ฝรั่งเศสว่าถ้ากษัตริย์ฝรั่งเศสตกอยู่ในภาวะอันตราย พันธมิตรจะโจมตีกรุงปารีสทันที

ฝูงชนจำนวนหนึ่งและกองกำลังป้องกันชาติแห่งกรุงปารีสได้พากันไปที่พระราชวังตุยเลอรี ทหารรับจ้างชาวสวิสประมาณ    1,000 คน   พระเจ้าหลุยส์ที่ 16  ต้องเสด็จไปหลบภัยในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทหารสวิสต่อสู้กับฝูงชนที่บุกรุกเข้าไป แต่เมื่อมีการยิงตอบโต้กัน เป็นเหตุการณ์จลาจลที่นองเลือดที่สุดของการปฏิวัติครั้งนี้ ฝูงชนเดินขบวนบุกเข้าไปในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงหลบภัย  พระราชวงศ์จึงถูกนำไปกักบริเวณที่เรือนจำเทมเปิล (Temple)

                สภากงวองซิงยง (Convention) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  เปิดประชุมครั้งแรกวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1792 และในวันรุ่งขึ้นก็ประกาศล้มเลิกระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสจึงเข้าสู่สมัย สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 (First Republic of France) ชายฝรั่งเศสทุกคนที่อายุ 21 ปีขึ้นไปมีสิทธิออกเสียง ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1792  มีการพิจารณาไต่สวนความผิดของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พวกซองกูลอตถือว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 16   ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตจำนวนมากของชาวฝรั่งเศสที่พระราชวังตุยเลอรี  พระเจ้าหลุยส์สที่ 16  และพระนางแมรี  อังตวนเนตจึงถูกประหารด้วยกิโยตีนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 1793

สมัยแห่งความหวาดกลัว

                สภากงวองซิยงอ้างว่าสภาวะบ้านเมืองกำลังมีศึกทั้งภายนอกและภายใน จำต้องมีรัฐบาลปฎิวัติบริหารบ้านเมืองอย่างเฉียบขาด ซึ่งทำให้สังคมฝรั่งเศสปั่นป่วนและหวาดระแววกันเองจนกลายเป็นช่วงเวลาของการมีชีวิตใน สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ระหว่างมี.ค 1793 ถึงก.ค. 1794

                ช่วงเวลาแห่งความน่าสะพรึงกลัวสูงสุด (Great Terror) ของสมัยปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นเมื่อมีการออกกฎหมายเดือนมิ.ย. 1794 ระบุว่าศัตรูของประชาชนจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลปฏิวัติแห่งกรุงปารีส และถูกพิพากษาตามความพอใจของคณะลูกขุนมากกว่าหลักฐานอื่นใด จำเลยจะไม่ได้รับสิทธิของคำปรึกษา แก้คดีและคำตัดสินก็มีเพียงให้ปล่อยตัวหรือให้ประหารเท่านั้น ภายใน 9 สัปดาห์ที่ใช้กฎหมายนี้จำนวนพลเมืองที่ถูกศาลปฏวัติตัดสินประหารมีจำนวนมาก ต่อมาเมื่อ แมกซิมิเลียง โรแบสปีแยร์ (Maximillen Robespierre) ผู้นำการปฏิวัติคนสำคัญถูกสภาประกาศให้เป็นบุคคลนอกกฎหมาย จึงถูกประหารด้วยเครื่องกิโยตินในวันที่ 28 ก.ค. 1794 ก็นับเป็นการสิ้นสุดสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว

                การปฏิวัติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 ได้ปลุกกระแสการสร้างสำนึกทางสังคมและการเมืองให้แก่ชาวยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปฏิวัติฝรั่งเศสมีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในหลายประเทศ

 

การปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ.1917

คำสำคัญ

                  1. ซาร์นิโคลัสที่ 2   2. รัสปูติน   3. วลาดิมีร์ เลนิน

คำถามชวนคิด

                    สถานะการณ์ทางการเมืองในรัสเซียว่ามีแนวโน้มที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นคอมมิวนิสต์จริงหรือไม่

 แนวคิด 

                    การปฏิวัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ได้ทำให้แนวความคิดลัทธิมากซ์ (Marxism) และหลักนโยบายพื้นฐานทั่วไปของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่คาร์ลมากซ์ ฟรีดริช เองเกลส์ มาใช้ในการปกครองประเทศต่อมา

คาร์ลมากซ์ ฟรีดริช เองเกลส์ ผู้บัญญัติแนวความคิดการปกครองแบบชุมชนนิยม (คอมมิวนิสต์)

สาเหตุสำคัญของการปฏิวัติรัสเซีย

                1. ความพ่ายแพ้ในสงคราม เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ใน ค.ศ. 1914 รัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมัน โดยเป็นพันธมิตรกับอังกฤษและฝรั่งเศส รัสเซียจึงมักเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายในการรบอย่างมาก

                2. ความวุ่นวายภายในประเทศ สงครามทำให้รัสเซียขาดแคลนอาหารเพราะชาวนา ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์เป็นทหาร พื้นที่เพาะปลูกถูกทิ้งให้รกร้าง สภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราการว่างงานที่มีมากขึ้นประชาชนเดือดร้อน มีการชุมนุมเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

   

จากซ้าย พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2  นักบวชเกรกอรี่ รัสปูตินที่ปรึกษาราชการ  และ ราชวงศ์โรมานอฟ

               3. ความล้มเหลวของการบริหารประเทศ   ซาร์นิโคลัสที่ 2 (Nicholas II) ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปบัญชาการรบด้วยพระองค์เองในสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กองทัพ จึงโปรดให้ซารีนา อะเล็กซานตราพระมเหสีบริหารราชการแผ่นดินแทน แต่พระนางทรงเชื่อคำกราบทูลของนักบวชเกรกอรี รัสปูติน ในการบริหารประเทศ แต่งตั้งบุคคลที่ใกล้ชิดเขาแต่ไร้ความสามารถให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาล งานราชการแผ่นดินจึงได้รับความเสียหาย

                4. การขาดแคลนอาหารและเชื่อเพลิง  ชุมนุมเดินขบวน และการก่อจลาจลในกรุงเปโตรกราดมีการปราบปรามการชุมนุมอย่างเด็ดขาด  กองทหารคอสแซค ซึ่งเป็นกองทหารที่จงรักภักดีที่สุดต่อพระเจ้าซาร์ปฏิเสธที่จะปฏิบัตตามคำสั่งของ พระองค์ทหารส่วนใหญ่วางอาวุธและเข้าร่วมสนับสนุนของประเทศชาติ พระองค์จึงยอมสละราชบัลลังก์ตามคำกราบทูล สภาดูมาได้ประกาศการสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลซาร์ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ. 1917 และทรงมอบราชบัลลังก์ให้แก่พระอนุชาแกรนด์ดุ๊ก ไมเคิล  อะเล็กซานโดรวิช  แต่แกรนด์ดุ๊ก ไมเคิล ทรงปฏิเสธ จึงทำให้ราชวงศ์โรมานอฟที่ปกครองจักรวรรดิรัสเซียกว่า 300 ปี ถึงกาลอวสานลง

การปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ.1917    

                1. สาเหตุของการปฏิวัติ

                1.1 ความล้มเหลวของรัฐบาลเฉพาะกาลในการบริหารประเทศ  หลังการปฏิวัติเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 รัฐบาลเฉพาะกาลที่ปกครองประเทศยังคงดำเนินนโยบายสนับสนุนการทำสงครามต่อไป แต่การที่รัสเซียยังพ่ายแพ้ในการรบอย่างต่อเนื่องก็มีผลทำให้ความไม่พอใจของประชาชนในการทำสงครามมีมากขึ้น พรรคบอลเชวิค และพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในสภาโซเวียตจึงเห็นเป็นโอกาสปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านสงคราม

                1.2 เหตุการณ์เรื่องคอร์นีลอฟ ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1917 นายพลลาฟร์คอร์นีลอฟ (Lavr Kornilov) ก่อกบฎขึ้นเพื่อโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลเฉพาะกาล การเคลื่อนกำลังดังกล่าวจึงเป็นเหตุการร์ที่รู้จักกันว่า เหตุการร์เรื่องคอร์นีลอฟ

                1.3 นโยบายการดำเนินสงคราม การที่รัสเซียเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการรบ มีผลให้ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายสงครามอย่างรุ่นแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันหนี้สินสงครามทำให้ประเทศอยู่ในสภาพล้มละลายทางการเงิน รัฐบาลรัสเซียจึงพยายามแก้ปัญาหาด้วยการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมหาศาลออกมาใช้หนี้และเพื่อใช้หมุนเวียนซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง ราคาอาหารและสินค้าที่จำเป็นถีบตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 10 – 12 เท่า

                1.4 การกลับเข้าประเทศของผู้นำการปฏิวัติ  เริ่มเดินทางกลับเข้าประเทศ เช่น เลออน ตรอตสกี (Leon Trotsky) และ วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir  Lenin) ผู้นำการปฏิวัติได้ชูคำขวัญ “สันติภาพ ที่ดิน และขนมปัง” โดยจะถอนตัวออกจากสงคราม

                1.5 การจัดตั้งคณะกรรมาธิการปฏิวัติฝ่ายทหาร  ในต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 เลนินผู้นำพรรคบอลเชวิคตัดสินใจที่จะยึดอำนาจด้วยกำลังอาวุธ

                2. ความสำคัญของการปฏิวัติ  ชัยชนะของการปฏิวัติเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 ทำให้รัสเซียกลายเป็นแม่แบบของการปฏิวัติสังคมนิยมที่เป็นแรงบันดาลใจแก่นักปฏิวัติและประชาชาติต่าง ๆ

 บรรณานุกรม  

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะอักษรศาสตร์.อารยธรรมสมัยโบราณ-สมัยกลาง.กรุงเทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2540.
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  โครงการบริหารวิชาการบูรณาการ หมวดวิชาศึกษาทั่วไป.มรดกอารย ธรรมโลก,กรุงเทพมหานคร:มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,2545.
นันทนา   กปิลกาญจน์.ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโลก.พิมพ์ครั้งที่ 7.กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์,2546.

 

การปฏิวัติในประเทศจีน พ.ศ.2454 (1911)

พรรคคอมมิวนิสต์จีน

       สมาชิกภาพ: พรรคคอมมิวนิสต์จีนนับเป็นพรรคการเมืองใหญ่สุดของโลก ประกาศตัวเลขสมาชิกพรรคฯล่าสุดในเดือนมิถุนายน ปี 2007 มีทั้งสิ้น 73,363,000 คน ประกอบด้วยสมาชิกจากภาคต่างๆได้แก่ แรงงาน 7,960,000 คน คิดเป็นสัดส่วนสมาชิกทั้งหมดเท่ากับ 10.8% ภาคเกษตรกร 23,102,000 คน 31.5% ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค 21,346,000 คน 29.1% ทหาร-ตำรวจ 2.2% , นักเรียน 2.6% ,ผู้เกษียณอายุ 18.8% และอื่นๆอีก 5%
       
       วันก่อตั้ง: ค.ศ. 1921 ที่นครเซี่ยงไฮ้ โดยคณะผู้แทนในการประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศของพรรคฯครั้งที่หนึ่ง ซึ่งมีเหมาเจ๋อตงวัย 27 ปีรวมอยู่ด้วย
       
       ฐานอำนาจ: จีนเป็นรัฐที่ปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียว บทบาทการนำต่างๆของพรรคถูกระบุไว้ในธรรมนูญของพรรค
       
       เลขาธิการ: ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2002 และจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอีกสมัยในการประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนพรรคฯครั้งที่ 17 นี้
       
       อุดมการณ์สูงสุด: มีรากฐานจากแนวคิดปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพของลัทธิเลนินและลัทธิรวมหมู่ มุ่งปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพและลัทธิส่วนรวม แต่ปัจจุบันแนวคิดของพรรคฯเปลี่ยนไปมาก โดยหันมาส่งเสริมอุดมการณ์การพัฒนาทุนนิยมอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็รักษาไว้ซึ่งโครงสร้างทางการเมืองตามแบบคอมมิวนิสต์
       

เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
       
       ค.ศ.1921 มีการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ดำเนินตามวิสัยทัศน์การปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพของลัทธิเลนิน
       
       ค.ศ.1934-1935 พรรคฯย้ายฐานการปฏิวัติจากภาคตะวันออกเฉียงใต้ไปยังภาคเหนือของประเทศ เพื่อหนีการปิดล้อมของกองทัพจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋ง(กั๋วหมิงตั่ง) โดยการเดินทางไกลครั้งทรหดครั้งนี้ ทำให้เหมาเจ๋อตงก้าวขึ้นเป็นผู้นำกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ
       
       ค.ศ.1949 พรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองปักกิ่ง หลังจากที่เอาชนะกองทัพจีนคณะชาติในสงครามกลางเมืองครั้งใหญ่
       
       ค.ศ.1966-1976 เหมาเจอตง ดำเนินการ “การปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อนำพรรคคืนสู่รากฐานและฟื้นฟูอำนาจที่อ่อนลงของตน ทำให้จีนกระโจนเข้าสู่กลียุค
       
       ค.ศ.1978 เติ้ง เสี่ยวผิงเริ่มผลักดันนโยบายที่ถอยห่างจากอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ เปิดประเทศยอมรับ “ระบบตลาด” ทำให้เศรษฐกิจจีนเริ่มขยายตัวอย่างมหัศจรรย์
       
       ค.ศ.1989 รูปนักศึกษาเดินขบวนประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยบริเวณจัตุรัสเทียนอันเหมิน ซึ่งนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างนองเลือด หลายชาติคว่ำบาตร โต้ตอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งนี้ของจีน
       
       ค.ศ. 2001 เจียงเจ๋อหมิน เลขาธิการพรรคฯในขณะนั้น สนับสนุนกลุ่มนักธุรกิจเข้าสู่พรรคฯ นับเป็นการถอยห่างจากอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์ไกลออกไปอีก
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 17
       
       การประชุมนี้คืออะไร: คือการประชุมของสมาชิกชั้นนำของพรรคคอมมิวนิสต์ จากทั่วประเทศ ผู้แทนเหล่านี้จะมารวมตัวกันเพื่อกำหนดทิศทางการนำประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้า และเลือกกลุ่มผู้นำระดับสูงสุดอย่างเป็นทางการ
       
       ความสำคัญในปีนี้: ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนอีกสมัย กำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจ 30 ปีที่ผ่านมา และการประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศพรรคฯครั้งที่ 17 นี้ ยังถูกมองว่าเป็นเวทีของประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ที่จะเคลื่อนไหวขจัดปรปักษ์ และดึงพันธมิตรเข้าสู่องค์กรอำนาจสูงสุด รวมทั้งการวางตัวทายาทที่จะสืบทอดตำแหน่งแทนหู ในปี 2012
       
       ระเบียบวาระการประชุม: หูจิ่นเทา จะทบทวนการทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาล และจะผลักดันนโยบายของตนในอีก 5 ปีข้างหน้านี้ พร้อมกันนี้ ในที่ประชุมสมัชชาฯจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการกลางพรรคฯ ซึ่งจะเป็นผู้คัดเลือกคณะกรรมการกรมการเมืองหรือ โปลิตบูโร ผลการคัดเลือกจะประกาศในวันสุดท้ายของการประชุมฯ
       
       คณะผู้แทน: ผู้แทนพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศชุดใหม่จำนวน 2,217 คน ได้รับเลือกเข้าสู่สมัชชาใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้ารัฐบาลระดับสูงระดับชาติ มณฑล และท้องถิ่นต่างๆ และผู้นำตำแหน่งต่างๆในพรรค เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ในวิสาหกิจรัฐ และอีก 28% เป็นผู้แทนในระดับรากหญ้า เช่น คนงาน แพทย์ เกษตรกรชาวนา อาจารย์ อันเป็นความพยายามของพรรคฯที่ต้องการแสดงออกถึงความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
       
       ระยะเวลา: ราว 1 สัปดาห์
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งสำคัญในอดีต
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ฯพรรคฯครั้งที่ 1: จัดขึ้นที่นครเซี่ยงไฮ้ ปี 1921 มีผู้แทนทั้งสิ้น 13 ราย ซึ่งมีเหมาเจ๋อตงรวมอยู่ด้วย รับรองงานการนำของพรรคฯอย่างเป็นทางการ
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ฯพรรคฯครั้งที่ 7: จัดขึ้น ณ เมืองเหยียนอัน ปี 1945 โดยเมืองแห่งนี้เป็นฐานที่มั่นกองทัพแดงของพรรคฯในช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามปฏิวัติปลดปล่อยประเทศในอดีต การประชุมฯครั้งนี้ แต่งตั้งเหมาเจ๋อตงเป็นหัวหน้าพรรคคุมอำนาจเบ็ดเสร็จ และรับรองแนวคิดของเหมาฯเป็นทฤษฎีของพรรคฯ
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ฯพรรคฯครั้งที่ 12: จัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ปี 1982 ในครั้งนี้ เติ้งเสี่ยวผิงได้ผลักดันแนวคิดของตนพาจีนก้าวเข้าสู่ทุนนิยม ซึ่งถอยห่างจากอุดมการณ์ลัทธิเหมา
       
       การประชุมสมัชชาใหญ่ฯพรรคฯครั้งที่ 16: จัดขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง หูจิ่นเทาเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดพรรคฯอย่างเป็นทางการ แทนเจียงเจ๋อหมิน แต่เจียงเจ๋อหมินก็ยังรักษาเก้าอี้พันธมิตรของตนอยู่ในองค์กรอำนาจสูงสุดโปลิตบูโร.

       ขบวนการต่อสู้ของประชาชนไทย

            ขบวนการต่อสู้ของประชาชนไทยเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนา และประกอบกับในช่วงเวลานั้น ประเทศมหาอำนาจได้ออกล่าอาณานิคมมาถึงแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยอังกฤษได้แผ่อิทธิพลมาทางด้านทิศใต้ ตะวันตก และเหนือของสยามประเทศ ฝรั่งเศสก็ได้แผ่ขยายอำนาจเข้ามาทางทิศตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเป็นเหตุให้รัชกาลที่ 5 ทรงต้องเร่งปฏิรูปประเทศเป็นการเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้สยามประเทศต้องตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศมหาอำนาจทั้งสอง

      ประชาชนไทยจึงเริ่มเข้ามามีบทบาทร่วมกับฝ่ายปกครอง เพื่อทำนุบำรุงบ้านเมือง และพัฒนาให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมอารยะประเทศ เพื่อไม่ให้ฝรั่งถือเป็นข้ออ้างในการบุกรุกเข้ามายึดครอง

      ในยุคนี้ ได้มีการพัฒนาอย่างยิ่งยวดในด้านการคมนาคมและสาธารณูปโภค เช่น การสร้างถนนเจริญกรุงและถนนสีลม การสร้างทางรถไฟสายอีสาน การสร้างทางรถไฟสายปากน้ำ การสร้างระบบประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ และรถราง (ชมวิดีโอชุดแรงงานกับการปฏิรูปประเทศได้ที่หน้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานคร)

       แรงงานไทยจึงมีบทบาทอย่างมาก ในการปฏิรูปประเทศเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากมหาอำนาจ แต่ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงบทบาทของประชาชนอย่างฉับพลัน จึงก่อให้เกิดปัญหานานานับประการตามมา อันเนื่องจากประเทศสยามเพิ่งจะประกาศเลิกทาส แต่ก็ยังมีทาสบางส่วนที่ยังจงรักภักดีต่อนายทาส และนายทาสบางคนที่ไม่ได้ปลดปล่อยทาสทั้งหมด จึงเกิดความแบ่งแยกชนชั้น ระหว่างขี้ข้า กับ เจ้าขุนมูลนายขึ้น

       แรงงานไทยจึงเกิดความรู้สึกที่ต่ำต้อย และถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าขุนมูลนาย อีกทั้งยังต้องทำงานหนักเพื่อเร่งปฏิรูปประเทศให้ทันต่อภัยคุกคาม แรงงานไทยจำนวนมากจึงบาดเจ็บ ล้มตายจากการทำงาน และล้มป่วยลงจากการทำงานโดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากนายจ้างเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากความช่วยเหลือในลักษณะเสียไม่ได้เพียงเล็กน้อย หรือ ไม่มีการช่วยเหลือใด ๆ เลย

        จนถึงในรัชสมัยของรัชกาลที่ 6 มีการพัฒนาประเทศเกิดขึ้นในหลายด้าน ความต้องการแรงงานมีเพิ่มมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันที่ยังไม่มีการคุ้มครองแรงงานในทางกฎหมาย กรรมกรไทยจึงต้องมีการรวมตัวกันเป็นสหบาล และสมาคม เพื่อทำหน้าที่ในการปกป้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ของกรรมกร และเพื่อไม่ให้นายจ้างกระทำการละเมิดต่อกรรมกร โดยกรรมกรรถรางได้มีการรวมตัวกันเป็นองค์กรแรก หลังจากนั้น กรรมกรในสาขาอาชีพต่าง ๆ ก็ได้มีการรวมตัวกัน เพื่อปกป้องสิทธิแรงงานอันชอบธรรมของตน

         หลังการรัฐประหารในรัชกาลที่ 7 เปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากการปกครองในระบอบสมบูราณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ (ไม่ขอเรียกว่าประชาธิปไตยเพราะจนบัดนี้ ประเทศไทยก็ยังไม่มีหลักการใดพอจะยึดถือว่าเป็นประชาธิปไตยได้เลยแม้แต่อย่างเดียว) สหบาลกรรมกรก็มีความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีสมาชิกทั่วประเทศจำนวนหลายแสนคน และเริ่มมีบทบาทในการนำเสนอร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่อรัฐบาล แต่ยังไม่ทันได้ตราเป็นกฎหมาย จอมพลแปลก พิบูลย์สงครามก็ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และเสนอแต่งตั้งตนเองเป็นนายกรัฐมนตรี

  

จากซ้าย :จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม จอมเผด็จการหมายเลข 1 ของไทย  ใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลและใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อรัฐนิยมส่วนหนึ่ง

        จอมพลแปลก ได้ตรานโยบายรัฐนิยมภายใต้คำขวัญ “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” เปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตกรุงเทพอย่างมากมาย เช่น ห้ามกินหมาก ให้สวมหมวก ให้กินก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ นับว่ารัฐบาลจอมพลแปลก เป็นรัฐบาลเผด็จการที่เต็มรูปแบบ มากยิ่งกว่ารัฐบาลเผด็จการใด ๆ แม้แต่รัฐบาลของจอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ ที่ว่าเผด็จการแล้วก็ยังไม่เท่ากับจอมพลแปลกเลย

        ในยุคนี้ ขบวนการกรรมกรไทยถูกรัฐบาลปราบปรามอย่างหนัก จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน และสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล รัฐบาลจอมพล ป.จึงหันไปเล่นงานสื่อมวลชน ที่รัฐบาลมองเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม อย่างนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง และนายอัสนี พลจันทร์ (นายผี) นักเขียนชื่อดังในยุคนั้น จนนายอัสนี พลจันทร์ต้องหลบหนีออกจากประเทศไทย ข้ามไปอยู่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แด้เสียชีวิตที่นั่น

         ปัญญาชนนิสิต นักศึกษาจึงเริ่มออกมามีบทบาทร่วมกับประชาชน ในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาลจอมพล ป. ให้จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ซึ่งรัฐบาลจอมพล ป. ก็ได้มีการผ่อนคลายแรงกดดันลง ด้วยการอนุญาตให้มีการเปิดอภิปรายรัฐบาลในที่สาธารณะได้ (Hi-Park)

         ในที่สุดก็เกิดการรวมตัวของประชาชน ในการต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ มีการเดินขบวนเกิดขึ้นทั่วกรุงเทพฯ และภายในกองทัพก็เกิดความแตกแยกทางความคิดเป็นสองแนวทาง คือ กลุ่มหนึ่งเห็นว่า รัฐบาลควรที่จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งและปฏิรูปการเมืองใหม่ อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า จอมพล ป.ไม่ควรยินยอมให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ และจัดให้มีการเลือกตั้งตามที่ประชาชนเรียกร้อง ซึ่งดูเหมือนว่า จอมพล ป. จะเห็นด้วยกับนายทหารกลุ่มสนับสนุน และเตะถ่วงการร่างรัฐธรรมนูญออกไปเรื่อย ๆ

  พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ 1 ในผู้ก่อการรัฐประหารจอมพล ป.

         พลโท ผิน ชุณหะวัณ นายทหารในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับจอมพล ป. จึงได้ทำการร่างรัฐธรรมนูญ และนำไปซ่อนไว้ใต้ตุ่มน้ำ จึงเรียกว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และชักชวนบรรดานายทหารเพื่อทำรัฐประหารยึดอำนาจจอมพล ป. และนำรัฐธรรมนูญที่ร่างไว้มาประกาศใช้ เพราะเห็นว่า จอมพล ป.ไม่ได้ยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิรูปการเมือง และยังคงเต็มใจที่จะครองอำนาจแบบเผด็จการต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนด

         แต่รัฐบาลก็ได้ล่วงรู้ความลับ และทำการปราบปรามกลุ่มผู้คิดกระทำรัฐประหาร จนเกิดการยิงต่อสู้กันกลางกรุงเทพมหานคร ฝ่ายรัฐประหารถอยร่นเข้าไปยึดพระบรมมหาราชวังทำการยิงต่อสู้ แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ ถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามและจับกุมตัวเอาไว้ได้บางส่วน จนเป็นที่มาของคำว่า “กบฏวังหลวง”

         จอมพล ป.เห็นว่า กองทัพมิได้เป็นเอกภาพพอที่จะปกป้องอำนาจของตนอีกต่อไป จึงได้สนับสนุนให้พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ขึ้นมาคุมอำนาจตำรวจ โดยเลื่อนยศขึ้นเป็นจอมพลตำรวจ และทำการสร้างรัฐตำรวจขึ้นเพื่อปกป้องรัฐบาลเป็นการคานอำนาจกองทัพ ซึ่งในยุคนี้ตำรวจมีอำนาจมากมายล้นฟ้าล้นแผ่นดิน จนจอมพลตำรวจเผ่าต้องกล่าวออกมาเป็นคำขวัญว่า “ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ ที่ตำรวจจะทำไม่ได้”

  จอมพลตำรวจเผ่า ศรียานนท์ ผู้สร้างตำนานรัฐตำรวจและกองทัพตำรวจ

              หลังการปราบปรามกบฏวังหลวง รัฐบาลได้ส่งกำลังออกไล่ล่าพลพรรคที่ยังหลงเหลือ และที่หลบหนีของฝ่ายกบฏ โดยมอบหมายให้ จอมพลตำรวจเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเป็นแม่กองใหญ่ในการไล่ล่ากบฏ จนมีนักการเมือง และทหารฝ่ายตรงข้ามถูกจับกุม และถูกสังหารเป็นจำนวนมาก

         จอมพล ป.ให้ความสำคัญกับตำรวจจนตำรวจมีกำลังทางบกที่เทียบเท่ากับทหาร ตำรวจในยุคนั้นจึงมีรถถังแบบเดียวกับที่ทหารใช้ มีปืนเล็กยาวที่มีอำนาจการยิงสูงกว่าปืนเล็กยาวของทหาร และยังมีปืนกลมือประจำการอีกเป็นจำนวนมาก ในขณะที่รัฐบาลเริ่มใส่ใจกับกองทัพน้อยลง มีการตัดงบประมาณของกองทัพลงอย่างมากมาย สร้างความกดดันให้กับเหล่าทัพเป็นอย่างมาก

         ความแตกแยกในระหว่างรัฐบาลจอมพล ป.กับกองทัพ ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกในรัฐบาลอีกด้วย ดังนั้น ในวันที่ 29 มิถุนายน 2494 เวลาประมาณ 15.30 น.ในขณะที่จอมพล ป. กำลังทำหน้าที่ประธานรับมอบเรือขุดลอกสันดอน “แมนฮัตตัน” ที่ท่าราชวรดิษฐ์ น.อ.มนัส จารุภา รน. จึงใช้ปืนกลมือแมสเสน บุกจับตัวจอมพล ป.นำไปควบคุมไว้บนเรือรบหลวงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรือปืนหลัก (เรือธง) ของกองทัพเรือในสมัยนั้น

ในกรอบสีเหลือง น.อ.มนัส จารุภา รน.ถือปืนกลแมสเสน กำลังบุกขึ้นเรือแมนฮัตตันเพื่อจี้จับตัวจอมพล ป.

          “เราต้องการแต่ตัวท่านจอมพล คนอื่นไม่เกี่ยวถอยออกไป ขอเชิญท่านจอมพลทางนี้”

          น.อ.มนัสเล่าว่า เมื่อบุกขึ้นไป ไม่มีผู้ใดสะกัดกั้นรักษาความปลอดภัยให้กับจอมพล ป.เลย มีเพียงชาวอเมริกันคนหนึ่งชาวอเมริกันผู้นั้นเข้ากั้นกลางตัวท่านนายกฯไว้ ข้าพเจ้าเห็นท่าไม่ได้การ จึงยกปืนขึ้นประทับและสำทับอีกว่า “อเมริกาถอยออกไป” เขาเห็นว่าเอาจริงจึงหลีกห่างออกไป

          ในการนั้น หากได้รับความร่วมมือจากกองทัพบก และกองทัพอากาศก็คงจะสามารถทำรัฐประหารสำเร็จ แต่กองทัพทั้งสองก็แยกตัวออกไปภายหลังการก่อการเพียงไม่กี่วัน

  

จากซ้าย :ร.ล.ศรีอยุธยาที่คุมขังจอมพล ป. ขวา หนังสือพิมพ์ลงข่าวการรัฐประหารตอนนั้น

          แม้ว่าในสมัยนั้น กองทัพเรือจะเป็นกองทัพหลักของชาติก็ตาม ถึงจะมีอาวุธยุทโปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ก็ยากที่จะทำการใดให้สำเร็จโดยลำพัง

          ในที่สุด กองทัพบกและกองทัพอากาศก็กลับไปร่วมมือกัน ช่วยเหลือรัฐบาลปราบกบฏแมนฮัตตันจนราบคาบ จอมพล ป.มีผู้ช่วยเหลือออกมาได้ ก่อนที่เรือรบหลวงศรีอยุธยาจะถูกเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศทิ้งระเบิดใส่จนอับปางลง เป็นการปิดฉากกบฏแมนฮัตตันลงอย่างสิ้นเชิง

ทหารบกกำลังช่วยกันระดมยิงใส่เรือรบหลวงศรีอยุธยาที่แล่นหนีอย่างจนตรอก

          หลังการปราบกบฏแมนฮัตตัน รัฐบาลจอมพล ป.จึงได้ริดรอนและลดบทบาทของกองทัพเรือลง และยกกองทัพบกขึ้นเป็นกองทัพหลักของชาติแทนกองทัพเรือตั้งแต่บัดนั้น โดยการให้ทหารบกเข้ายึดสถานที่ต่าง ๆ ของทหารเรือ เช่น กองสัญญาณศาลาแดง และกรมอู่ทหารเรือบางส่วน เพิ่งจะส่งมอบคืนกองทัพเรือไปเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่กองสัญญาณศาลาแดง ปัจจุบันทหารบกก็ยังคงยึดไว้อยู่ ไม่ได้ส่งคืนกองทัพเรือทั้งหมด ปัจจุบันก็คือที่ตั้งกองพันทหารสื่อสาร ทุ่งมหาเมฆ

         จึงเป็นเหตุทำให้กองทัพเรือเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมืองมาตั้งแต่บัดนั้น เพราะโดนกองทัพทั้งสองช่วยกันหักหลังนั่นเอง

         เมื่อกองทัพไม่สามารถปฏิรูปการเมืองได้ ในที่สุด ขบวนการต่อสู้ของประชาชนจึงเข้มข้นขึ้นอีก         มีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลอย่างรุนแรง จนในที่สุดรัฐบาลก็เตรียมแผนที่จะปราบปรามประชาชน และกวาดล้างให้สิ้นซากเช่นเดียวกับที่เคยทำกับกองทัพมาแล้ว

         

          จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เผด็จการอีกคนหนึ่ง ผู้สร้างประวัติศาสตร์ ไทยฆ่าไทย เป็นหน้าแรก

             จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายทหารกองทัพบก ซึ่งมีแนวความคิดที่ขัดแย้งกับจอมพล ป.มาเป็นเวลานาน จึงเริ่มเข้ามามีบทบาทในการปรามรัฐบาล ด้วยการแสดงตนอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายประชาชน มีการออกหนังสือพิมพ์โจมตีรัฐบาลอย่างดุเดือด ซึ่งรัฐบาลก็ออกหนังสือพิมพ์โต้เช่นเดียวกัน จนประชาชนรักและสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ เพราะคิดว่าจอมพลสฤษดิ์คืออัศวินม้าขาวที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป.

             จอมพลสฤษดิ์ เคยขับรถจี๊ปเข้าขวางแถวทหารที่ประทับปืนเตรียมยิงใส่กลุ่มประชาชนที่เดินขบวนที่สะพานมัฆวาฬ พร้อมกับตะโกนห้ามทหารด้วยเสียงอันดังว่า “ทหารอย่ายิงประชาชน” จอมพลสฤษดิ์จึงซื้อใจประชาชนไว้ได้จนหมดสิ้น จนได้รับฉายาว่า “วีรบุรุษสะพานมัฆวาฬ”

             จากความแตกแยกของรัฐบาลจอมพล ป. ทั้งภายในภายนอก รัฐบาลจึงดูเด็ดขาดแต่อ่อนแอ ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็สามารถกระทำรัฐประหาร ยึดอำนาจจอมพล ป.ได้สำเร็จ ปิดฉากเผด็จการแปลก พิบูลย์สงคราม ที่ครองอำนาจอย่างยาวนานถึง 18 ปีลงได้อย่างสมบูรณ์

             สิ่งแรกที่จอมพลสฤษดิ์ทำหลังจากมีอำนาจ คือการเข้าสลายรัฐตำรวจ ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ที่ตำรวจมีทั้งหมด ส่งให้จอมพลตำรวจเผ่า ศรียานนท์ต้องลี้ภัยไปประเทศญี่ปุ่น และเสียชีวิตที่นั่น

             ในยุคของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คำพูดที่เด็ดขาดว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” กลายเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ รัฐธรรมนูญมาตรา 17 คือรัฐธรรมนูญเพียงมาตราเดียวที่รัฐบาลใช้ในการปกครองและบริหารประเทศอย่างเต็มที่

              ขบวนการประชาชนถูกบดขยี้ด้วยอำนาจเผด็จการอย่างรุนแรง ทั้งในเมืองและในป่า จอมพลสฤษดิ์เห็นว่า ฐานมวลชนที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น คือนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ยังเป็นวัยหนุ่มสาว มีอุดมการณ์แรงกล้า ก็ใช้อำนาจตามมาตรา 17 จับกุมคุมขังในข้อหาเป็นอันธพาล มีการยิงเป้าอาชญากรกลางที่ชุมชนอย่างท้องสนามหลวง เพื่อเป็นการปรามให้รู้ว่ารัฐบาลเอาจริงกับทุกคนที่คิดเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล

 จิตร ภูมิศักดิ์ ผู้นำมวลชนตลอดกาล

           หนึ่งในแกนนำปัญญาชนที่ต่อต้านความเผด็จการของรัฐบาล คือ จิตร ภูมิศักดิ์ นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักคิดนักเขียน และนักแต่งเพลงฝ่ายประชาชน ที่ใช้คมปากกาตอบโต้อำนาจรัฐอย่างไม่ลดละ 

  ประวัติย่อของ จิตร ภูมิศักดิ์ จาก  www.praphansarn.com

          จิตร ภูมิศักดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2473 เป็นชาวจังหวัดปราจีนบุรี ตอนแรกถูกตั้งชื่อว่า สมจิตร เพื่อให้สอดคล้องกับพี่สาวที่ชื่อ ภิรมย์ ต่อมาสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามต้องการให้ชื่อแสดงถึงเพศหญิงชายอย่างชัดเจน จึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นจิตร จิตรจบการศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ช่วงสมัยเป็นนิสิตเคยทำหน้าที่สาราณียกรหนังสือมหาวิทยาลัยฉบับ 23 ตุลา ได้ถูกเพื่อนนักศึกษาจับโยนบกจนหลังเดาะ เนื่องจากถูกล่าวหาว่ารูปแบบและเนื้อหาของหนังสือ มีลักษณะเป็นคอมมิวนิสต์ และต่อมาสภามหาวิทยาลัยสั่งพักการเรียน 1 ปี

            ระหว่างถูกพักการเรียนจิตรได้ไปสอนหนังสือที่โรงเรียนอินทรศึกษา และทำหนังสือพิมพ์ไทยใหม่กับ สุภา ศิริมานนท์ เมื่อจบการศึกษาได้เป็น อาจารย์ที่วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ และเป็นผู้บรรยายวิชาภาษาอังกฤษ ที่คณะสถาปัตย์ ม.ศิลปากร วันที่ 21 ตุลาคม 2501 ถูกจับกุมข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์   

งานเขียนครั้งแรก

            ผลงานด้านวิชาการ งานแปลและบทกวีมากมาย เช่น แม่ ของแมกซิม กอร์ตี้ โคทาน  ของเปรม จันท์  คนขี่เสือ ของ ภวานี ภัฏฏาจารย์  ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ฯลฯ

 ปัจจุบัน

            วันที่ 5   พฤษภาคม   พ.ศ.2509  จิตร    ภูมิศักดิ์ ถูกล้อมยิงเสียชีวิตลงที่ชายป่าบ้านหนองกุง   ตำบลคำบ่อ  อำเภอวาริชภูมิ  จังหวัดสกลนคร

             กระแสการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหรัฐที่รุนแรง จึงเป็นเงื่อนไขอันดีที่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ จะตรากฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้น โดยอ้างว่า เพื่อป้องกันประเทศไม่ให้ตกไปเป็นเมืองขึ้นของคอมมิวนิสต์ กฎหมายฉบับนี้เรียกว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2499 กฎหมายฉบับนี้ ได้กลายเป็นเครื่องมือของรัฐบาล แทนมาตรา 17 ที่ใช้ในการปราบปรามผู้ที่มีความคิดเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล โดยการตั้งข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ แทนข้อหาอันธพาลเดิม

            แม้กระทั่งปัจจุบัน ระบอบคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายไปจากโลกแล้วก็ตาม พรบ.ฉบับนี้ก็ยังมิได้ถูกยกเลิก และยังถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการปราบปรามประชาชนเหมือนเดิม

         

ซ้าย : จอมพลถนอม กิตติขจร ขวา : จอมพลประภาส จารุเสถียร

             จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เสียชีวิตในปี พ.ศ.2504 จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ก้าวเข้ามารับช่วงสืบทอดอำนาจต่อ จอมพลถนอม เป็นเผด็จการเช่นเดียวกับจอมพลสฤษดิ์ และมุ่งมั่นที่จะรักษาอำนาจของรัฐ ด้วยปากกระบอกปืนอย่างเข้มข้น

            จากการเคลื่อนไหวต่อสู้กับอำนาจเผด็จการของประชาชนมีการพัฒนาที่แหลมคมยิ่งขึ้น ประกอบกับสหรัฐอเมริกาเริ่มทำสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียตมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1950 รัฐบาลจอมพลถนอม จึงได้ลงนามในสนธิสัญญาป้องกันเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับสหรัฐ และพันธมิตรอาเซียนปัจจุบันอีก  5 ประเทศ คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ จัดตั้งเป็นองค์การ  Siato (ซีอาโต้) ขึ้นในประเทศไทย ปัจจุบันคือที่ตั้งของกระทรวงการต่างประเทศ และอาศัยสนธิสัญญาฉบับนี้ สหรัฐจึงสามารถเข้ามาจัดตั้งฐานทัพในประเทศไทย และทำสงครามกับเวียดนามตั้งแต่ ปี พ.ศ.2507 เป็นต้นมา

              การล้อมปราบผู้มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับรัฐบาลเกิดขึ้นทั่วประเทศ จนปัญญาชน และผู้นำมวลชนต้องหลบหนีการไล่ล่าของรัฐบาลเข้าป่า ซึ่งรัฐบาลก็จะสาดสีตามหลังว่า บุคคลพวกนี้คือคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น

            และคอมมิวนิสต์พวกนี้ ได้รับการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ให้ทำการโค่นล้มพระมหากษัตริย์ ยึดอำนาจรัฐบาล ยึดแผ่นดินไทยทุกตารางนิ้ว จับพระสงฆ์ จับคนไปไถนาแทนควาย นี่คือการปลุกระดม และโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจอมพลถนอมในสมัยนั้น

            พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แต่ถูกรัฐบาลเผด็จการของไทยโฆษณาชวนเชื่อใส่ความ อ้างชื่อส่งเดช จึงต้องเข้ามาช่วยมวลชนผู้ลี้ภัยรัฐบาล จัดตั้งกองกำลังปลดปล่อยเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐขึ้น ณ เทือกเขาภูพานรอยต่อสามจังหวัดภาคอีสาน และเรียกกองกำลังนี้ว่า “กองทัพประชาชนปลดแอกแห่งประเทศไทย” (ทปท.) และดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคขึ้น ในนาม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แต่รัฐบาลเหมารวมทั้งหมดนี้ เรียกว่า “ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์” หรือ ผกค.

           กองกำลัง ทปท. เปิดฉากปะทะกับกองกำลังรัฐบาลเผด็จการของจอมพลถนอม ด้วยอาวุธเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว ต.โนนหินแฮ่  อ.เรณูนคร จ.สกลนคร เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508 พคท.และ ทปท.จึงเรียกวันนี้ของทุกปีว่า “วันเสียงปืนแตก”

           การต่อสู้ของขบวนการประชาชนไทย ถูกยกระดับขึ้นเป็นกองกำลังติดอาวุธ สามารถรุกคืบเข้ายึดที่มั่นจากรัฐบาลจนทั่วภาคเหนือและอีสาน

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

          สรุปเหตุการณ์การเมืองไทย : จะเห็นได้ว่า การเมืองของไทยนั้นไม่เคยมีเสถียรภาพที่มั่นคงได้อย่างยืนนาน นักจากหลังสูญเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ใน ปี พ.ศ.2310 เป็นต้นมา บ้านเมืองเต็มไปด้วยศึกสงครามและความแตกแยกในระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ในสมัยพระเจ้าตากสินกู้ชาตินั้น คนไทยก็แตกแยกออกเป็น  5  ก๊ก  5 เหล่า พระเจ้าตากสินจึงต้องทำสงครามเพื่อปราบคนไทยก๊กต่าง ๆ เพื่อช่วงชิงการนำในการรวมแผ่นดิน และก็ต้องรบกับพม่าไปด้วย
           ในสมัยกรุงธนบุรี ก็เกิดการกระทำรัฐประหารภายในวังของสมเด็จพระเจ้าตากสินถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นเหตุให้พระเจ้าตากสินต้องทรงสละราชสมบัติ และออกผนวช ครั้งที่สอง เป็นเหตุให้พระเจ้าตากสินต้องถูกสำเร็จโทษในที่สุด
            สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ( ระหว่างรัชสมัยรัชกาลที่ 1 -4  ) การเมืองการปกครองของไทยยังเป็นระบอบสมบูราณาญาสิทธิราชย์ อำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหาร นิติบัญญัติ และการปกครองถูกรวมศูนย์ไว้ที่พระมหากษัตริย์แต่เพียงพระองค์เดียว แต่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำริในการปฏิรูปการเมือง เริ่มมีการศึกษากฎหมายสากล และมีการทดลองร่างกฎหมายตราสามดวงขึ้นใช้ ซึ่งถือว่าเป็นแม่บทของกฎหมายสมัยปัจจุบัน
            รัชสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นช่วงที่ประเทศเข้าสู่ภาวะกดดันจากมหาอำนาจอังกฤษและฝรั่งเศสอย่างรุนแรง  ทำให้ประเทศไทยต้องก้าวเข้าสู่การอภิวัฒน์อย่างรุนแรง เพื่อการปฏิรูปประเทศให้พ้นเงื่อนไขสงครามและการถูกยึดครอง ทำให้ไทยต้องยอมเสียดินแดนไปเป็นจำนวนมาก
            พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริทดลองใช้การปกครองแผนใหม่ขึ้นในพระราชวัง โดยทรงกำหนดพื้นที่ให้มีการประชุมขุนนางและลงมติในเรื่องต่าง ๆ เรียกว่า “ดุสิตธานี” อันเป็นการแสดงออกถึงการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ เพื่อให้มีการกระจายอำนาจ และเปิดโอกาสให้ผู้อื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองภายใต้พระราชอำนาจมากขึ้น
            ถึงกระนั้น ใน ร.ศ.130 ก็เกิดการกระทำรัฐประหารขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ไม่สำเร็จ ถึงกระนั้น กว่าจะปราบกบฏ ร.ศ.130 ลงได้ ก็ต้องใช้เวลายืดเยื้อถึง 20 ปี
            รัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงมีการนำพระราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาใช้ ในเรื่องการกระจายอำนาจการปกครอง ยกเลิกระบบจตุสดมภ์ เวียง วัง คลัง นา และนำระบบเทศาภิบาลเข้ามาใช้ ต่อมาได้พัฒนาเป็นสุขาภิบาล และเทศบาล มีการยกเลิกหัวเมืองต่าง ๆ และจัดตั้งเป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ทำให้แผ่นดินไทยมีความชัดเจนเป็นปึกแผ่นมากขึ้น  มีการเปลี่ยนชื่อประเทศ จากสยามประเทศ มาเป็น “ประเทศไทย” เปลี่ยนธงชาติสีแดง มาเป็นธงไตรรงค์ เริ่มมีเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงปลุกใจ ด้านการปกครอง เริ่มมีการให้คนไทยใช้นามสกุล เพื่อแยกคนที่ชื่อซ้ำกันออกให้ชัดเจนว่าเป็นใคร
            ถึงกระนั้น บ้านเมืองก็ยังไม่มีความสงบสุขนัก สถานการณ์การเมืองของไทยยังคงล่อแหลม ทั้งจากสงครามที่คุกรุ่นภายนอกประเทศ และกลิ่นอายของการรัฐประหาร จึงทรงดำริให้มีการจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น โดยใช้ทหารมหาดเล็กเป็นต้นแบบนำร่อง มีการสั่งปืนเล็กยาวสมัยใหม่เข้ามาใช้เฉพาะในกองเสือป่า คือปืนเมาเซอร์ ต่อมาเรียกว่า “ปืนพระราม 6” การจัดตั้งกองเสือป่า ทรงมีพระราโชบายว่า เพื่อให้ช่วยหนุนกองทัพในเวลาเกิดศึกสงคราม กองเสือป่าได้กลายเป็นต้นแบบของอาสาสมัครรักษาดินแดนในหลายรูปแบบของปัจจุบัน ตั้งแต่ลูกเสือ จนถึง ทหารพราน 
             รัชสมัยรัชกาลที่ 7 ทรงมีการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย แรงงานไทยเริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างมากในช่วงนี้ มีการขยายเส้นทางรถไฟ สร้างถนนเพิ่มอีกหลายสาย สร้างสะพานข้าวแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกขึ้นใน ปี พ.ศ.2475 เพื่อฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 150 ปี
             วันที่ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎร โดยการนำของพยาพหลพลพยุหะเสนา และกำลังทหารกระทำรัฐประหาร เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ จากระบอบสมบูราณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย รัชกาลที่ 7 ทรงยอมรับฟัง และมีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองตามแนวทางที่รัชกาลที่ 4-5-6 ทรงวางไว้ แต่ยังทรงไม่สละราชสมบัติ
     

จากซ้าย : กองกำลังฝ่ายรัฐบาลพร้อมรถถังวิคเกอร์ส อาร์มสตรองค์ คุมเชิงกองกำลังฝ่ายกบฎบวรเดช ภาพหัวรถจักรฝ่ายกบฎชนรถบรรทุกน้ำที่รัฐบาลขวางทางรถไฟไว้ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจสั่งปล่อยหัวรถจักรไม่มีคนขับจากชุมทางบางซื่อเข้าประสานงาขบวนรถไฟของฝ่ายกบฎที่บางเขน ทำให้มีทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายร้อยนาย จนทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชยอมแพ้ในเวลาต่อมา

           นายถวัลย์ ฤทธิเดช หนึ่งในคณะราษฎร ได้ยื่นฟ้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เพราะทรงไม่เห็นด้วยกับโครงสร้างเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่นายปรีดี พนมยงค์ ร่างขึ้น จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม และบรรดาแม่ทัพนายกองที่ถูกปลดหลังการรัฐประหารเกิดความไม่พอใจ จึงยกกำลังทหารจากมลฑลอีสานเข้ากรุงเทพฯ เพื่อยึดอำนาจคืนจากคณะราษฎร ในวันที่ 11 ตุลาคม 2476  และเกิดการปะทะกับกองกำลังฝ่ายรัฐบาลคณะราษฎร์ตั้งแต่บางเขนจนถึงดอนเมือง แต่พระองค์เจ้าบวรเดชทรงพ่ายแพ้ให้กับกองทัพรัฐบาล จึงเป็นที่มาของเหตุการณ์ “กบฎบวรเดช”
            จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องถูกกดดันให้เดินทางออกไปนอกประเทศ ในวันที่ 20 ตุลาคม 2476 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงสละราชสมบัติ โดยทรงมีพระราชหัตถเลขาในตอนหนึ่งว่า

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป

แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด

คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

 

เหตุการณ์ก่อน 14 ตุลาคม 2516 มหาสงครามประชาชน

          ปี 2513 นักเรียน นิสิต นักศึกษาทุกสถาบัน รวมตัวกันจัดตั้งศูนย์กลางนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย ดำเนินการเรียกร้องให้รัฐบาลจัดให้มีการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐบาลก็ทำท่าว่าเห็นด้วย และดำเนินการนำรัฐธรรมนูญ ปี 2511 มาประกาศบังคับใช้อีกครั้ง รัฐบาลจอมพลถนอมประกาศลาออก  เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศ ในปี 2513

          จอมพลถนอม ได้จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ พรรคสหประชาไทย โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และในการเลือกตั้งปี 2513 ก็ถือได้ว่า เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด มีการโกงกันซึ่งหน้า จนทำให้นิสิต นักศึกษาออกมาเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งที่อัปยศนี้ แต่ไม่เป็นผล

          เป็นไปตามที่เห็นและที่คาด พรรคสหประชาไทยได้ครองเสียงข้างมาก จอมพลถนอมได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

          ครั้งนี้ จอมพลถนอมได้แต่งตั้ง จอมพลประภาส จารุเสถียร และ พันเอกณรงค์ กิตติขจร บุตรชาย ให้คุมตำแหน่งสำคัญในกองทัพ เพื่อสะกัดกั้นกลุ่มนายทหารที่ไม่เห็นด้วยกับตน ไม่ให้ทำการรัฐประหารได้

             ปี 2514 จอมพลถนอมก็นำกำลังทหารทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเอง ยึดอำนาจการบริหารประเทศไว้ในกำมืออย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น ได้ทำการต่ออายุราชการให้จอมพลประภาส จารุเสถียร และให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกด้วย

            รัฐบาลเผด็จการถนอม ให้คำมั่นว่า ขอเวลาฟื้นฟูกฎหมาย แก้ไขปัญหาคอรัปชันอีกสองปี จะดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และจะลาออก เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

             ปี 2515 รัฐบาลแต่งตั้ง พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ เพื่อรักษาฐานอำนาจของตนทางกองทัพให้มั่นคงต่อไป จึงเป็นสัญญาณว่า จอมพลถนอมจะไม่มีทางร่างรัฐธรรมนูญ และลาออกเพื่อให้มีการเลือกตั้งใน ปี 2516 ตามที่เคยให้คำมั่นไว้

เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 วันมหาวิปโยค

             ปี 2516 ศูนย์กลางนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงออกแถลงการณ์ทวงถามรัฐธรรมนูญจากรัฐบาล และยื่นหนังสือให้จอมพลถนอมรีบดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในปี 2516 ตามคำมั่นที่เคยให้ไว้

  

เอกสารบทกวีกล่าวไว้อาลัยทุ่งใหญ่นเรศวรชื่อ บันทึกลับจากทุ่งใหญ่ จัดทำโดยนักศึกษา เพื่อแสดงออกถึงการคัดค้าน การละเมิดกฎหมายของคณะนายทหาร กรณีนำ ฮ.ของกองทัพบกไปล่าสัตว์ พร้อมมั่วเซ็กส์หมู่กับดาราหญิงชื่อดัง จน ฮ.ตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม นายทหาร 6 คน พร้อมดาราหญิงเสียชีวิตคาซาก ฮ. เมื่อ 29 เม.ย.2516

             วันที่ 29 เมษายน 2516 เกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก หมายเลข ทบ.6102 ตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม หลังจากบินกลับมาจากการล่ากระทิง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (ป่าเซซาโว่ ต.ทุ่งใหญ่ อ.สังขละ จ.กาญจนบุรี) มีดาราหญิงระดับนางเอกชื่อดังเสียชีวิตในซาก ฮ. พร้อมซากกระทิงที่ถูกล่าเป็นจำนวนมาก จนเกินน้ำหนักที่ ฮ.จะบรรทุกได้  จึงเป็นที่ครหาของประชาชนโดยทั่วไป ถึงการที่บรรดานายทหารใช้เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการไปล่าสัตว์สงวนในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ที่เป็นการแสดงออกถึงการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้ทรัพย์สินของทางราชการไปในทางทุจริต และกระทำการละเมิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว ทางศูนย์กลางนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย และสื่อมวลชน ได้เคลื่อนไหวคัดค้าน และจัดกิจกรรมล้อเลียนเพื่อต่อต้านในเรื่องนี้อย่างหนัก

              ต่อมา แกนนำนักศึกษา 9 คน ถูกคัดชื่อลบสถานภาพการเป็นนักศึกษา เนื่องจากร่วมกันออกหนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ” เพื่อตอบโต้ ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในสมัยนั้น ที่ออกคำสั่งห้ามนักศึกษาคัดค้านการคงอำนาจรัฐบาลของจอมพลถนอม และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จ และจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

             นักศึกษาจึงลุกฮือประท้วง จน ดร.ศักดิ์ต้องประกาศลาออก และต่อมา สภามหาวิทยาลัยได้ลงมติคืนสถานภาพนักศึกษาให้กับแกนนำทั้ง 9 คนตามเดิม

     13 แกนนำนักศึกษาที่ถูกรัฐบาลสั่งจับฐานเป็นกบฎ จนกลายเป็นชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลา 16        

              9 ตุลาคม 2516 แกนนำศูนย์กลางนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี ร่วมกันนำหนังสือพร้อมรายชื่อ 100 คน ไปยื่นกับรัฐบาล เพื่อเร่งให้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว แต่รัฐบาลก็ตอบโต้ด้วยการสั่งตำรวจสันติบาลควบคุมตัวนักศึกษาทั้งหมดไว้ในข้อหากบฏ และสั่งให้จับกุมตัว นายไขแสง สุกใส สส.นครพนม ผู้นำแรงงาน และ นายก้องเกียรติ์ คงคา นักศึกษา ม.รามคำแหง โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเป็นผู้จัดทำใบปลิวพระราชหัตถ์เลขาของรัชกาลที่ 7 ออกแจกจ่ายให้กับประชาชน

              นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนจึงนัดรวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และล้นหลามออกมาจนถึงถนนราชดำเนิน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว 13 แกนนำ และรีบร่างรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจให้แก่ประชาชน

              13 ตุลาคม 2516 กลุ่มผู้ชุมนุม แต่งตั้งตัวแทนยื่นถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานพระราชวินิจฉัย ต่อการใช้อำนาจรัฐโดยไม่ชอบธรรมของรัฐบาล แต่รัฐบาลก็รีบปล่อยตัวแกนนำทั้ง 13 คนออกมาก่อนที่จะทรงมีพระราชวินิจฉัย

 

               14 ตุลาคม 2516 ที่ชุมนุมได้รับทราบคำตอบจากรัฐบาลว่าได้ปล่อยตัว 13 แกนนำแล้ว และยินดีทำตามข้อเรียกร้องทุกประการ ต่างก็ไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจ และร่วมกันร้องเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนที่จะสลายตัว

              ยังมีมวลชนกลุ่มย่อยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ร่วมเดินทางไปกับตัวแทนยื่นถวายฎีกา เมื่อได้ถวายฎีกาแล้วก็พากันเดินทางกลับ แต่ก็ถูกสกัดกั้นจากตำรวจ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น รองอธิบดีตำรวจสมัยนั้น จนทำให้เกิดการปะทะกัน ตำรวจใช้แก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ประชาชน พร้อมกับใช้ไม้กระบองตีโดยไม่เลือกหน้า มวลชนแตกกระจาย หลายคนต้องโดดลงคูรอบวังสวนจิตรฯ ทหารมหาดเล็กสั่งเปิดประตูรับให้ผู้ชุมนุมเข้าไปหลบอยู่ภายในวังสวนจิตรลดา

              มวลชนบางส่วนหลบหนีวงล้อมของตำรวจไปแจ้งยังที่ชุมนุมใหญ่ ที่ถนนราชดำเนิน เมื่อที่ชุมนุมใหญ่ทราบว่ารัฐบาลใช้อำนาจรัฐเข้าปราบปรามประชาชน จึงหันกลับมาตั้งป้อมสู้กับกองกำลังรัฐบาลด้วยมือเปล่า

                นักเรียนอาชีวะ ได้รับหน้าที่การ์ดแนวหน้า ในนาม “หน่วยฟันเฟือง” ทำหน้าที่การคอยกันแถวประชาชนผู้ชุมนุมให้เป็นระเบียบ และคอยผลักดันตำรวจปราบจลาจลที่จะเข้ามาใช้กำลังสลายมวลชน

 

                ตำรวจปราบจลาจลไม่สามารถสลายมวลชนเรือนแสนที่ราชดำเนินได้ รัฐบาลจึงตัดสินใจสั่งกองทัพ เคลื่อนแสนยานุภาพเข้าบดขยี้ประชาชน ด้วยรถถัง และ ปืนเอ็ม.16 ที่เพิ่งนำเข้าประจำการในปีนั้นเอง

                 ทหารและตำรวจ ต่างใช้ทั้งกระสุนจริงและแก๊สน้ำตายิงเข้าใส่ประชาชนจนแตกกระจาย มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

 

                  นักเรียนอาชีวะพากันตอบโต้ด้วยการยึดรถเมล์ รถบรรทุกน้ำ เข้าขัดขวางรถถัง แต่ก็ถูกยิงจนรถเสียหาย รถเมล์บางคันถูกรถถังยิงใส่จนคนขับเสียชีวิตคาที่นั่ง

                   บนท้องฟ้าเหนือถนนราชดำเนิน ปรากฎเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกสองลำ บินวนเวียนพร้อมกับยิงปืนลงมาใส่ผู้ชุมนุมเป็นระยะ ๆ ทำให้มีผู้ชุมนุมซึ่งเป็นนักเรียนนักศึกษา เสียชีวิต และบาดเจ็บอีกหลายคน

                     มีกระแสข่าวยืนยันมาว่า ในเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่ง มี พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายของจอมพลถนอม นั่งอยู่ และใช้อาวุธปืน เอ็ม.16 ยิงใส่กลุ่มนักเรียนนักศึกษาข้างล่าง

                      พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก เชิญจอมพลถนอมไปยังสวนรื่นฤดี โดยบอกว่า เพื่อขอหารือในการปราบปรามกวาดล้างนักศึกษาบนถนนราชดำเนินขั้นเด็ดขาด เมื่อจอมพลถนอมไปตามคำเชิญก็พบว่ามีใบลาออกจากนายกรัฐมนตรีวางไว้บนโต๊ะพร้อมปากการอไว้ให้เซ็นเรียบร้อย

                      จอมพลถนอมแสดงการขัดขืน ไม่ยอมเซ็นใบลาออก พล.อ.กฤษณ์ฯ จึงชักปืนพกจี้เข้าที่ศีรษะจอมพลถนอม และกล่าวว่า

“ถ้าท่านไม่ยอมเซ็น ผมก็จำเป็นที่จะต้องยิงท่าน อย่างไรผมก็ต้องเอาบ้านเมืองไว้ก่อน”

                      จอมเผด็จการที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย จึงต้องยอมเซ็นใบลาออกจากนายกรัฐมนตรี ภายใต้ปากกระบอกปืน ที่ตนเคยเชื่อนักหนาว่า จะสามารถรักษาอำนาจไว้ได้ตลอดกาล

   

                      จอมพลประภาส และ พ.อ. ณรงค์ ถูกควบคุมตัวในเวลาไร่เรี่ยกัน และนำมายังสวนรื่นฯ เมื่อจอมพลถนอมเซ็นใบลาออกเรียบร้อยแล้ว จึงถูกนำตัวมาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่เตรียมไว้ พร้อมกับจอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ และนำไปส่งยังสนามบินดอนเมือง เพื่อผลักดันให้ออกนอกประเทศไป

                      เย็นวันเดียวกัน สำนักพระราชวังก็ออกแถลงการณ์เรื่องถ่ายทอดสดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สงครามบนถนนราชดำเนินก็ยุติลงทันที

                      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อสะสางปัญหาต่าง ๆ และเร่งร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว

 สรุปบทเรียนจาก 14 ตุลา : จะเห็นได้ว่า เงื่อนไขในการต่อสู้ของขบวนการประชาชน ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางเดิม ที่สหบาลกรรมกรไทย และขบวนการกรรมกรไทยที่ร่วมกันสู้มาตั้งแต่ปี 2475 ในเรื่องความเหลื่อมล้ำของชนชั้น ศักดิ์ศรีของความ เป็นมนุษย์ ความเป็นธรรมที่กรรมกรพึงได้รับ และเพื่อเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อันเป็นแบบอย่างที่สืบเนื่องมาจากการ ปฏิวัติสากล แต่ในการปฏิวัติ 14 ตุลา กลับเป็นไปเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และยังยึดติดในตัวบุคคล ขบวนการต่อสู้ของประชาชนไทยจึงประสบความสำเร็จแต่ไม่ชนะ และเริ่มต้นความพ่ายแพ้ตั้งแต่การปฏิวัติประชาชน 14 ตุลา 16 นี่เอง
 ความพ่ายแพ้ของขบวนการประชาชนในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

                   หลังเหตุการณ์ปฏิวัติ 14 ตุลาคม 2516 รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ได้ดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ และสามารถจัดให้มีการเลือกตั้งได้ในปี พ.ศ. 2518 ผลการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ โดย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้ที่นั่งมากที่สุดไม่ประสบความสำเร็จในการหาพรรคร่วมรัฐบาล แต่พรรคกิจสังคมของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้เป็นน้องชาย ซึ่งมีเพียง 18 ที่นั่ง ประสบความสำเร็จในการในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

                    รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้ทำการปฏิรูปการเมือง โดยยึดหลักให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เริ่มมีการนำนโยบายประชานิยมมาใช้ในสมัยรัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์เป็นครั้งแรก ประกอบด้วย

                    1. นโยบายการกระจายงบประมาณจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่นทุกภูมิภาค เพื่อการพัฒนาท้องถิ่น สร้างงานให้คนในชนบท สื่อมวลชนเรียกว่า “นโยบายเงินผัน” ซึ่งเป็นต้นแบบของนโยบายกองทุนหมู่บ้าน อบต. และ อบจ.ในปัจจุบัน

                     2. นโยบายช่วยผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพมหานคร ให้รักษาพยาบาลฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี ใช้น้ำใช้ไฟฟรี ซึ่งเป็นต้นแบบนโยบายการประกันสุขภาพประชาชน และรถเมล์ฟรี น้ำประปา-ไฟฟ้าฟรีในปัจจุบันนี้

                     รัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นผู้ขอซื้อคืนสัมปทานรถเมล์ในกรุงเทพฯทั้งหมด จาก 20 บริษัทเอกชน และสองรัฐวิสาหกิจ เพื่อจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทมหานครขนส่งจำกัด เพียงบริษัทเดียวในนามของรัฐบาล เพื่อให้สามารถดำเนินการตามนโยบายรถเมล์ฟรีได้ แต่ยังทำไม่สำเร็จ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ฯ ก็ประกาศลาออกจากนายกฯเสียก่อน

                     รัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชเข้ามารับช่วงต่อไม่นาน มีข่าวว่าจอมพลถนอม กิตติขจร จะแอบเข้าประเทศไทย ศูนย์กลางนักเรียน นิสิต นักศึกษา จึงพยายามคัดค้าน และให้รัฐบาลดำเนินการผลักดันไม่ให้จอมพลถนอมกลับเข้ามาในประเทศอีก ในขณะที่กองทัพก็เริ่มกร้าว ในการแสดงออกเพื่อปกป้องให้จอมพลถนอม-ประภาส-ณรงค์ สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้โดยสะดวก

                     รัฐบาลจึงตกอยู่ในสภาพที่ตัดสินใจทำอะไรไม่ได้ หากว่าตัดสินใจผลักดัน หรือจับกุมจอมพลถนอม ก็จะถูกกองทัพเล่นงานเอา หากว่าทำตามใจกองทัพ ก็อาจถูกประชาชนเดินขบวนขับไล่เอาอีก

                      นักศึกษาจึงต้องเริ่มรวมตัวกันในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม-ประภาส-ณรงค์ ในขณะที่กองทัพก็สรุปบทเรียนจาก  14 ตุลา และหันมาจัดตั้งมวลชนของกองทัพ ด้วยการฝึกลูกเสือชาวบ้าน ส่วน พล.ต.สุตสาย หัสดิน นายทหารประจำกอ.รมน. ก็ได้จัดตั้งกองกำลังนอกรูปแบบ เรียกว่า “กองกำลังกระทิงแดง” ขึ้น และมีพระสงฆ์บางรูปเข้าร่วมในขบวนการนี้ด้วย โดย กิตฺติวุฒฺโทภิกขุ เป็นผู้สนับสนุนการจัดตั้งกองกำลังนวพลขึ้นมาอีกสายหนึ่ง และ แสดงการปลุกระดมผ่านสื่อมวลชนว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่เป็นบาป “

                     เป็นครั้งแรกที่ขบวนการนักศึกษาและกรรมกรไทย ได้ร่วมมือกันในการต่อต้านเผด็จการอย่างเต็มรูปแบบ สหภาพแรงงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจร่วมกับนักศึกษา ออกรณรงค์เพื่อต่อต้านจอมพลถนอมในทุกภูมิภาค

  

                     กันยายน 2519 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสองคน ถูกฆ่าตายขณะเดินแจกใบปลิวต่อต้านจอมพลถนอม และเอาศพแขวนคอประจานไว้กับรั้วบ้านหลังหนึ่งในจังหวัดนครปฐม นักศึกษาจึงรวมตัวกันจัดเวทีอภิปรายที่ท้องสนามหลวง เพื่อทวงถามความเป็นธรรมจากรัฐบาล กรณีพนักงานการไฟฟ้าถูกฆ่าตาย

                    14  กันยายน 2519 จอมพลถนอม บวชเณรจากไทเปเดินทางเข้าประเทศไทย และรีบเข้าอุปสมบทที่วัดบวรนิเวศน์ทันที นักศึกษาจึงรวมตัวกันประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจัดตั้งเวที ณ ท้องสนามหลวงแสดงละครล้อเลียนกรณีพนักงานการไฟฟ้าถูกฆ่าตาย

 

                    ในขณะที่ลูกเสือชาวบ้านนับหมื่นคนก็จัดตั้งเวทีที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โจมตีนักศึกษาอย่างรุนแรงว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และแสดงทีท่าที่จะบุกเข้าสนามหลวงและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลเข้าห้ามปรามแม้แต่หน่วยเดียว

                    5 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับพาดหัวนักศึกษาจัดกิจกรรมล้อเลียนการเมืองที่ท้องสนามหลวง แต่ปรากฎว่ามีเพียง น.ส.พ.บางกอกโพสต์เพียงฉบับเดียว ที่เสนอภาพข่าวนักศึกษาที่แสดงละครเป็นศพถูกแขวนคอนั้น มีใบหน้าหน้าคล้ายรัชทายาท

 

ภาพซ้าย กองกำลังกระทิงแดงของ พล.ต.สุตสาย หัสดินทร์ นำอาวุธสงครามเข้าประชิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขวา : ตำรวจใช้ปืนพกประจำตัวยิงเข้าใส่กลุ่มนักศึกษาในธรรมศาสตร์

                    6 ตุลาคม 2519 ลูกเสือชาวบ้านเคลื่อนตัวจากลานพระรูปฯ เข้าสนามหลวง พังเวที และไล่ตีนักศึกษาหนีเข้าไปในธรรมศาสตร์ ในขณะที่กองกำลังกระทิงแดง  ตชด. และตำรวจเคลื่อนตัวเข้าประชิดรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทุกด้าน ส่วนกองกำลังนวพล ที่จัดตั้งมาจากนักเรียนอาชีวะสายศิษย์วัด ก็คุมเชิงถัดออกมาอีกชั้นหนึ่ง

                    เป็นที่สังเกตว่า กองกำลังกระทิงแดงจะแต่งตัวคล้ายทหาร หรือตำรวจ แต่จะมีอาร์ม และอาวุธปืนที่ใช้เป็นปืนคาบิน เอ็ม.1 และปืนไร้แรงสะท้อน ขนาด 57 มม. ซึ่งเริ่มปลดประจำการไปแล้ว หากว่าเป็นทหารก็จะใช้ปืน เอ็ม.16

          

นักศึกษาที่ปีนรั้วหนีการล้อมยิงออกมาจากธรรมศาสตร์ จะถูกลูกเสือชาวบ้านรุมทำร้ายจนตาย และนำศพมาแขวนกระทำทารุณกรรมต่อศพอีก บางรายก็ถูกเผากลางท้องสนามหลวงนั่นเอง

                    กองกำลังกระทิงแดงเปิดฉากยิง ปรส.57 มม.เข้าใส่กลุ่มนักศึกษาใน ม.ธรรมศาสตร์ กระสุนตกกลางกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 4 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบคน จากนั้นก็ปีนรั้วพังประตูเข้าไปใน ม.ธรรมศาสตร์ และกราดยิงไม่เลือกหน้า เป็นการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

  

จากซ้าย : กองกำลังกระทิงแดงบุกเข้าไปในธรรมศาสตร์ กลาง : หลังจากกราดยิงจนหนำใจ นักศึกษาทั้งหมดถูกบังคับให้ถอดเสื้อ ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง และให้นอนคว่ำหน้าลงกับพื้น ในขณที่ท้องสนามหลวง การไล่ฆ่านักศึกษาที่หนีออกมา และทำทารุณศพของลูกเสือชาวบ้านและนวพลก็ยังดำเนินต่อไปอย่างเหี้ยมเกรียม

                    กองทัพใช้สถานีวิทยุยานเกราะเป็นฐาน ในการกระจายเสียงปลุกระดมมวลชนไปทั่วประเทศ ให้ช่วยกันฆ่าคอมมิวนิสต์ กับ เวียดกงที่แอบเข้ามาส้องสุมกำลังและอาวุธอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อยึดประเทศไทย โดยมี พ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ นายสมัคร สุนทรเวช และนางวิมล ศิริไพบูลย์ (ทมยันตี) ผลัดกันออกอากาศปลุกเร้าให้ประชาชนช่วยกันทำลายล้างนักศึกษาในธรรมศาสตร์ให้สิ้นทราก

  

จากซ้าย : กลุ่มนวพลและลูกเสือชาวบ้านช่วยกันลากศพนักศึกษาจากในธรรมศาสตร์ไปกลางสนามหลวง  กลาง : หลายศพถูกสุมเผากลางถนน และภาพภายในธรรมศาสตร์ที่ถูกควบคุมสถานการณ์โดยกระทิงแดงและตำรวจไว้ได้

                   การสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนยังคงดำเนินไปตลอดทั้งวัน ศพแล้วศพเล่าที่ถูกลูกเสือชาวบ้านกับนวพลช่วยกันลากออกมาจากธรรมศาสตร์ มาทิ้งประจานไว้กลางท้องสนามหลวง พวกลูกเสือชาวบ้านที่อยู่ ก็จะช่วยกันเผาศพด้วยยางรถยนต์และเศษกระดาษกลางท้องสนามหลวงนั่นเอง บางศพถูกจับแขวนคอไว้กับต้นมะขาม โดยลูกเสือชาวบ้านหลายคนช่วยกันเอาไม้ฟาดตีศพ เตะศพ และถ่มน้ำลายรดศพ

                  นักศึกษาที่ปีนรั้วออกมาได้ ก็จะถูกนวพลที่รอทีอยู่รุมทำร้าย และลากตัวไปให้ลูกเสือชาวบ้านที่ท้องสนามหลวงรุมตีจนตาย และกระทำทารุณต่อศพอีกเช่นกัน

                  กองทัพเรือ จึงส่งเรือยนต์เล็กมาลอยลำในแม่น้ำเจ้าพระยาหลังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หลายลำ และส่งสัญญาณให้นักศึกษาหนีออกทางด้านหลังมหาวิทยาลัย โดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาไปขึ้นเรือของทหารเรือ และนำไปส่งที่ท่าสถานีรถไฟบางกอกน้อย และท่าพระจันทร์เพื่อให้หลบหนีต่อไป

                 รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่สามารถสั่งยุติการเข่นฆ่าประชาชนได้ โดยกองทัพและตำรวจอ้างว่า การสลายการชุมนุมในธรรมศาสตร์นั้น ทั้งกองทัพและตำรวจไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่เป็นการกระทำของกลุ่มคนผู้รักชาติในการกำหราบพวกคอมมิวนิสต์ ที่กองทัพและตำรวจไม่มีอำนาจไปยับยั้งได้

    

จากซ้าย : ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช      พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่     นายธานินทร์ กรัยวิเชียร

                 8 ตุลาคม 2519 รัฐบาลหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช กราบบังคมทูลขอลาออก เนื่องจากไม่สามารถรักษาความสงบของบ้านเมืองไว้ได้ กองทัพจึงเข้ามาจัดการแทน ด้วยการจัดตั้งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินขึ้น และมีการจัดตั้งกองกำลังรักษาพระนคร เพื่อเป็นฐานในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ในกรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

                 คณะปฏิรูปฯประกาศกฎอัยการศึก และ ประกาศคณะปฏิรูปฯห้ามประชาชนออกนอกบ้านหลังเวลา 24.00 น. จากนั้นจึงจัดตั้งรัฐบาลพลเรือน โดยมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว ได้มีการออกคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง และให้ตำรวจมีอำนาจจับกุมผู้ต้องสงสัยขังไว้ได้ 30 วันโดยไม่ต้องสอบสวน หรือส่งฟ้องศาลในข้อหาภัยสังคม

                  และประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานหลังเวลา 24.00 น. ตลอดจนข้อหาภัยสังคม ยังคงบังคับใช้มาจนถึงรัฐบาล พล.อ. เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ จึงได้ยกเลิกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และข้อหาภัยสังคม

                   สรุปบทเรียน 6 ตุลา 19 ฝ่ายนิสิตนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา มีความเข้าใจว่าตนประสบชัยชนะ จากพลังของนักศึกษาเอง จึงไม่ประสานแนวร่วมประชาชนอย่างแนบแน่น และเมื่อประสบความสำเร็จจากการขับไล่ฐานทัพอเมริกา ในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ยิ่งทำให้นักศึกษาห่างเหินแนวร่วมมากยิ่งขึ้น  ดังจะเห็นได้จากการแยกตัวออกจากศูนย์กลางนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ของกลุ่มนักเรียนอาชีวะ และการแยกตัวออกของกลุ่มผู้นำกรรมกร จึงทำให้นักศึกษาต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว ขาดการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่
                   ฝ่ายกองทัพ ประเมินความล้มเหลวจากการปราบปรามประชาชนเมื่อ 14 ตุลา จึงไม่กล้าแสดงออกในการปราบปรามนักศึกษา เมื่อ 6 ตุลา 19 โดยตรง แต่ใช้กองกำลังแฝงในนาม กระทิงแดง นวพล และลูกเสือชาวบ้านในการเข้าสลายนักศึกษาในธรรมศาสตร์แทน การสลายจึงเต็มไปด้วยความทารุณโหดร้าย เพราะเป็นการกระทำจากมือชาวบ้านที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ไม่มีกฎระเบียบใด ๆ ในการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการสลายมวลชนที่เหี้ยมโหดทารุณมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และของโลก เพราะไม่มีที่ใดจะสลายมวลชนด้วยการฆ่าและกระทำทารุณศพ ดั่งเช่นเหตุการณ์  6 ตุลา 19 อีกแล้ว
                   หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา กองทัพเริ่มปรับเปลี่ยนบทบาทจากการยึดครองอำนาจมาเป็นการปฏิรูป แต่ก็ได้ไม่นาน ก็เกิดความขัดแย้งกันระหว่างคณะปฏิรูปฯ กับรัฐบาล และคณะปฏิรูปจึงได้ทำการยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร และแต่งตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
                    อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 ทำให้ความคิดของประชาชนแตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับการฆ่านักศึกษา และยึดอำนาจของกองทัพ อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย จึงเกิดการไล่ล่าเข่นฆ่ากันเองกันเองในกลุ่มประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายประชาชนที่สนับสนุนกองทัพและรัฐบาลเรียกตัวเองว่า “ฝ่ายขวา” และเรียกประชาชนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามกับตนว่า “ฝ่ายซ้าย” สื่อมวลชนในยุคนั้นจึงขนานนามว่า “ยุคขวาพิฆาตซ้าย”
                    นักศึกษาที่หนีรอดจากการสังหารโหดไปได้ หลายคนเดินทางเข้าป่า ไปร่วมกับกองกำลัง ทปท. แต่ก็กลายเป็นภาระที่หนักหน่วงให้กับ ทปท. เพราะนักศึกษาเหล่านี้รบไม่เป็น เมื่อยามกองกำลังฝ่ายรัฐบาลเข้าตี ก็หนีไม่ถูก ได้แต่ดีดกีต้าร์แต่งเพลงปลุกใจไปวัน ๆ ทำอะไรไม่ได้เลย
                    นักศึกษา ได้กลายเป็นตัวสร้างความแตกแยกทางความคิดให้กับ ทปท.อย่างมาก จนทำให้อุดมการณ์ของ ทปท.อ่อนจางลง และยอมออกมามอบตัวกับรัฐบาล ยุบสลายกองกำลังอย่างสิ้นเชิง ในปี พ.ศ. 2525 ทั้งที่รัฐบาลพ่ายแพ้ ทปท.มาโดยตลอด จนรอบกรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยฐานที่มั่น ทปท. เหลือเพียงแต่ยังไม่ได้โจมตียึดกรุงเทพเท่านั้น
การต่อสู้ที่สูญเปล่าของประชาชนหลัง 6 ตุลา 19

                หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 กองทัพได้ปฏิรูปแนวความคิดตนเองใหม่ จากเดิมที่มุ่งมั่นในการรักษาอำนาจรัฐ ด้วยปากกระบอกปืน กองทัพก็เริ่มมีแนวความคิดในการปฏิรูปการเมืองการปกครอง ให้มีความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น

                  แนวความคิดนี้ได้แบ่งแยกนายทหารออกเป็นสองสาย คือสายที่ยังคงยึดมั่นในสรรพกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ และการใช้อำนาจทำลายล้างอย่างเด็ดขาด จึงจะสามารถรักษาชาติบ้านเมืองไว้ได้ สายนี้เรียกว่า “นายทหารสายเหยี่ยว”

                   กลุ่มนายทหารสายเหยี่ยวที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ กลุ่ม จปร.5 ที่ประกอบด้วย พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.อ. เกษตร โรจนนิล  ฯลฯ…..

                    อีกสายหนึ่ง เป็นกลุ่มนายทหารที่มีความคิดในการปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย โดยทหารเห็นว่า กองทัพควรทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบสุขและเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น ไม่ควรที่จะเข้าไปยึดกุมอำนาจเสียเอง นายทหารสายนี้เรียกว่า “นายทหารสายพิราบ” ประกอบด้วย

                     พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์, พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ และนายทหารที่มีชื่อเสียงในสายพิราบ ได้แก่ กลุ่ม จปร.7 อันประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, พล.ต. มนูญกฤต รูปขจร, พล.ต. สนอง รอดโพธิ์ทอง และ พ.อ.ประจักษ์ สว่างจิตร

                      นายทหารกลุ่ม จปร.ทั้งสอง ถึงจะไม่แสดงออกในทางการขัดแย้งอย่างชัดเจน แต่ก็คานอำนาจกันอยู่ในที กลุ่ม จปร.5 ได้เปรียบตรงที่มีอำนาจบารมีจากนายทหารรุ่นเก่าสมัยจอมพลถนอมเรืองอำนาจ คอยให้การสนับสนุน อย่างเช่น พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ แต่ กลุ่ม จปร. 7 ก็สามารถคานอำนาจได้ในฐานะที่เป็นนายทหารประชาธิปไตยรุ่นใหม่ เป็นที่รักนับถือ และเชื่อฟังของกำลังพลส่วนใหญ่ในกองทัพ และยังมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้ซึ่งเป็นที่ไว้วางใจของสถาบันชั้นสูง คอยให่การสนับสนุน

                       ดังนั้น ในการแต่งตั้งนายทหารในรัฐบาลหลังจาก 6 ตุลาเป็นต้นมา จึงต้องให้มีทั้ง จปร.5 และ จปร.7 คุมกำลังในลักษณะที่ถ่วงดุลกัน จะใช้ จปร.ใด จปร.หนึ่งมิได้ เพราะชอบทำรัฐประหารด้วยกันทั้งคู่

                        หลังการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร อันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจนโยบายปฏิรูปการเมืองของกองทัพ รัฐบาลนายธานินทร์เข้าใจว่า ตนเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศแทนกองทัพ จึงพยายามทำทุกวิธี ให้กองทัพยอมรับ รวมทั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อประหารชีวิตอาชญากรและผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับกองทัพและรัฐบาล การสนับสนุนกองกำลังกระทิงแดง และนวพล ให้เป็นกองกำลังรับจ้าง ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยแทนทหาร อย่างเช่น การสร้างถนนขึ้นเขาค้อ อันเป็นกองบัญชาการของ ทปท.นั้น ใช้กองกำลังกระทิงแดงทำหน้าที่คุ้มกันหน่วยสร้างทาง และยังปล่อยให้พลพรรคสมาชิกของกองกำลังกระทิงแดง และนวพล กระทำการข่มเหงประชาชนตามชอบใจ ใช้อภิสิทธิ์พกปืนได้ทั่วประเทศ ด้วยใบอนุญาตที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ออกโดยกองกำลังรักษาพระนคร และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน

                         การกระทำของรัฐบาลนายธานินทร์ ได้สร้างความอึดอัดให้กับกองทัพเป็นอย่างมาก เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำการปฏิรูปการเมืองดังที่กองทัพได้ตั้งใจไว้ก่อนยึดอำนาจเมื่อหลัง  6 ตุลา 19 แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อเอาใจกองทัพอย่างออกหน้าออกตา 

                         หลายครั้งที่คณะปฏิรูปฯ เข้าพบ และเตือนรัฐบาล จากนิ่มนวล จนถึงแข็งกร้าว แต่รัฐบาลก็เข้าใจว่า กองทัพกำลังจะอยากได้อำนาจคืนจากตนไปไว้ในมือเสียเอง

                         ในยุคหลัง 6 ตุลาคม 2519 นั้น การปกครองประเทศถูกกำหนดโดนสองสภา คือ สภาปฎิรูปฯ ที่ทำหน้าที่เหมือนกับวุฒิสภา และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร

                         เมื่อเกิดรอยร้าวระหว่างรัฐบาล กับ คณะปฏิรูปฯ นายสมัคร สุนทรเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเกิดความคิดที่จะสร้างรัฐตำรวจเช่นเดียวกับ จอมพลตำรวจเผ่า ศรียานนท์ เคยทำมาในอดีต เพื่อคานอำนาจกับทหาร ให้รัฐบาลคงอยู่ต่อไปให้นานที่สุด

                         ดังนั้น ในการประชุมสภานิติบัญญัติฯเพื่อพิจารณางบประมาณสมัยหนึ่ง จึงปรากฏเรื่องการขอซื้อรถถังแบบ เอ็ม.48 ให้กับตำรวจจำนวน 100 คัน ถูกบรรจุไว้ในวาระการพิจารณาการจัดซื้ออาวุธของกองทัพ

                          กองทัพจึงแสดงความไม่พอใจอย่างมาก จนรัฐบาลต้องประนีประนอม ด้วยการให้ถอนวาระการจัดซื้อรถถังเอ็ม.48 ของตำรวจออกไป และบรรจุวาระใหม่เป็นขอจัดซื้อรถถังขนาดเบาแบบ FV.101 Scorpion จากประเทศอังกฤษ จำนวนสองกองพันให้กับทหารแทน

                           แต่พอถึงขั้นตอนการแปรญัติ ก็กลับมีการนำเรื่องซื้อรถถังให้ตำรวจมาพิจารณาอีก โดยครั้งนี้ มีการแปรญัติให้จัดซื้อรถหุ้มเกราะล้อยางแบบ V.100/150 ให้กับตำรวจตระเวนชายแดน 

                            กองทัพถึงจะไม่พอใจอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้แสดงทีท่าคัดค้าน หลังจากได้รับรถถังสคอร์เปี้ยนเข้าประจำการครบจำนวน กองทัพจึงทำการปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร และแต่งตั้ง พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นครั้งแรก ที่ประเทศไทยถูกปกครองโดยขุมกำลังของนายทหารสายพิราบอย่างเต็มที่

                            พล.อ. เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายทหารคนไทยเชื้อสายมอญ จึงมีบทบาทมากต่อชนกลุ่มน้อยตามแนวตะเข็บชายแดนฝั่งพม่า ยุคของ พล.อ. เกรียงศักดิ์ จึงมีการสนับสนุนนักวิชาการเชื้อสายมอญ ให้เข้าไปช่วยเหลือชาวมอญ ทางด้าน จ.กาญจนบุรี ในการพัฒนาการต่อสู้แบบการทูต จนประสบผลสำเร็จ ชาวมอญยอมวางอาวุธ ไม่สู้รบด้วยกำลังกับพม่าต่อไป ทำให้ชายแดนด้าน จ.กาญจนบุรี มีความสงบเรียบร้อยมาจนทุกวันนี้

                            รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ เริ่มทำการปฏิรูปการเมือง โดยการวางรากฐานของความซื่อสัตย์ กำจัดการคอรัปชันอย่างจริงจัง  ให้ความสำคัญกับองค์กรประชาชน โดยยอมรับเป็นประธานมูลนิธิหลายแห่ง และก่อตั้งมูลนิธิแรงงานไทยขึ้น  และยกระดับจริยธรรมทางการเมืองให้เทียบเท่ากับนานาอารยะประเทศ ดังจะเห็นได้ว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์ ฯ ลาออกทันที ที่ทราบว่า มีแฟกซ์ฉบับหนึ่ง แจ้งการขึ้นราคาน้ำมันล่วงหน้าอยู่ในมือของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล

                            พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ เป็นผู้เข้ารับการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก พล.อ.เกรียงศักดิ์ พล.อ.เปรมฯ มีบทบาทอย่างมากในการปฏิรูปการเมือง และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยการปฏิรูประบบราชการ ลดการทุจริตคอรัปชันอย่างได้ผล จนทำให้การใช้จ่ายงบประมาณของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่ไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดเคยทำมาก่อน

                              ในด้านความมั่นคง มีการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ.16 ต่อเรือยนต์เร็วโจมตีติดอาวุธนำวิถี เอ็กโซเซ่ต์ ปืนใหญ่แทมเพนล่าร์ และ รถถังเบาแบบคอมมานโด สติงเรย์ เข้าประจำการ ซึ่งในการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ครั้งนี้ ได้ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย กับสหรัฐอย่างหนัก อันเนื่องมาจากนโยบายของสหรัฐในยุคนั้น สนับสนุนให้บริษัทเอกชนในประเทศส่งออกอาวุธเพื่อจำหน่ายให้กับทุกประเทศทั่วโลก โดยให้จำกัดระดับประสิทธิภาพอาวุธ ระหว่างประเทศพันธมิตรกับประเทศโลกที่สาม (ด้อยพัฒนา)

                               สหรัฐพยายามอย่างยิ่ง ที่จะปฏิเสธการขายเครื่องบินแบบ เอฟ.16 ให้กับไทย โดยข้ออ้างว่าศักยภาพของกองทัพอากาศไทยยังไม่ถึงขั้นจะบิน เอฟ.16 ได้ และสหรัฐไม่ต้องการให้เกิดการสะสมอาวุธในภูมิภาคแถบนี้

                               แต่ในความเป็นจริงนั้น สหรัฐเห็นว่า ไทยขอซื้ออาวุธในราคาที่ต่ำกว่ารัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่มักจัดซื้ออาวุธมือสองในราคาแพง โดยขอซื้อตามราคาจริง คือลำละ 13 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเอฟ.16 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ สมรรถนะสูงที่ต้องสั่งประกอบจากโรงงาน จึงไม่พอใจที่จะขายให้ และสหรัฐก็ได้เสนอขายเครื่องบินขับไล่สมรรถนะต่ำ ราคาถูก ที่สนับสนุนให้เอกชนออกแบบไว้ขายประเทศโลกที่สามแทน คือ เอฟ.20 ไทเกอร์ชาร์ค ที่อัพเกรดจากเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ.5 อี และเครื่องบินขับไล่เอฟ.16 สมรรถนะต่ำ แบบ เอฟ.16/79 ที่สหรัฐให้สิงคโปร์ทำตลาดการจำหน่ายอยู่ ซึ่งจนถึงในปัจจุบัน เครื่องบินขับไล่ทั้งสองแบบ ก็ยังไม่มีประเทศใดจัดซื้อเข้าประจำการเลยแม้แต่เครื่องเดียว   

เอฟ.20 ไทเกอร์ชาร์ค ที่สหรัฐพยายามบีบบังคับให้ไทยซื้อแทนเครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ.16
เอฟ.16/79 ที่สหรัฐใช้สิงคโปร์เป็นฐานจำหน่าย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สหรัฐเสนอให้ไทยซื้อ หากไม่ซื้อเอฟ.20

               พล.อ. อาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จึงออกมากล่าวตำหนิสหรัฐอย่างรุนแรง จนสื่อมวลชนพากันทึ่งและกล่าวว่า “เป็นนายพลไทยคนเดียวที่กล้าด่าสหรัฐ”

                    เครื่องบินขับไล่แบบ เอฟ.16 เอ/บี ที่สหรัฐจำยอมขายให้ไทย เมื่อรัฐบาลไทยเล่นไม้แข็งบ้าง

           ในที่สุด สหรัฐยอมขายเครื่องบินขับไล่ เอฟ.16 ให้ไทย โดยมีข้อแม้ว่า ไทยจะต้องยอมซื้อรถถังคอมมานโด สติงเรย์พ่วงด้วย และต้องจัดการนายพลปากมากที่กล้าด่าสหรัฐด้วย

             หลังการเจรจาจนสหรัฐยอมขาย เอฟ.16 ให้ไม่นาน พล.อ.อาทิตย์ฯ ก็ถูกปลดจากตำแหน่งแบบสายฟ้าแลบ และไม่มีเหตุผล หรือสัญญาณใด ๆ ล่วงหน้ามาก่อน จนเกิดเป็นวลีที่ว่า “ปลดกลางอากาศ”

              เมื่อ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก พ้นจากตำแหน่งแล้ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ท.บ. แทน

การรัฐประหารสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์